ความจำเป็น

posted on 15 Jun 2005 23:04 by lewcpe  in PoliticsAndSocial
หลักจากประกาศห้ามรับน้องอย่างเป็นทางการแล้ว เสียงโอดโอยที่ตามมา (โดยไม่น่าแปลกใจ) คือการที่เหล่านักกิจกรรมทั้งหลายออกมาบอกว่า "ทำให้การรับน้องที่สร้างสรรค์ถูกร่างแหไปด้วย"

ผมอาจจะไม่เป็นกลางนัก แต่ในฐานะที่อ่านหนังสือบริหารมาบ้าง ผมว่าการทำอย่างนี้เป็นการสั่งที่ถูกต้องแล้วในฐานะผู้บริหาร ของหน่วยงานอย่าง สกอ.

ผมมองไม่เห็นทางเลยว่าเราจะมานั่งจำแนกการรับน้องแบบไร้สาระออกจากส่วนดีได้อย่างไร เมื่อนักกิจกรรมทั้งหลายพากันปกป้องจนกลายเป็นช่องให้เรื่องเน่าๆ มันลอยออกมา

แม้กระทั่งว่ามีคำสั่งออกมาแล้ว ยังมีคนแกล้งโง่บอกว่าไม่ได้รับ แค่สอนร้องเพลง หรือไม่ได้ว๊าก แค่ดุๆ

เรียนมาแค่ไหนกัน พวกนี้..... ถึงได้ฟังภาษาไทยไม่ออก

บางทีการสั่งงดแบบเหมารวม ไล่น้ำเสียออกไปให้หมดก่อน อีกสักสี่ห้าปี ค่อยเริ่มกันใหม่อาจจะเป็นทางที่ดี หรือบางทีอาจจะเป็นทางสุดท้ายแล้วด้วย หลังจากที่มีประกาศ มีกฏ ประกาศ ฯลฯ กันมาหลายปี พวกยังเลี่ยงบาลีกันจนเป็นเรื่องน่าเบื่อ

ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ โดยปรกติแล้วการ Development นั้น มักจะควบคู่ไปกับการ Debug ส่วนที่ได้ส่งมอบให้กับลูกค้าไปแล้วอยู่เรื่อยๆ แต่หลายๆ ครั้งที่ Bug มัน Critical มากๆ

ก็คงจำเป็นที่ทุกคนจะหยุดพัฒนา แล้วมาแก้บั๊ก

เรื่องนี้เกิดขึ้นในบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์แทบทุกที่ อย่างครั้งใหญ่ๆ เช่นเมื่อ Windows XP SP2 ของไมโครซอฟท์

ครั้งนี้มันเกิดกับสถาบันอุดมศึกษาไทย....


หลายคนอ้างความจำเป็นในการทำงาน ผมทำงานมาสักพักก็ยังไม่เจอความจำเ็ป็นที่ว่า หรือผมต้องทำงานไปนานๆ ก่อนถึงจะเจอ? สักห้าสิบปีดีไหม? ถึงค่อยกลับมาพูด?

ทำไมเราถึงมองอะไรกรณีหนึ่ง แล้วไปมั่วว่าทั้งหมดเป็นเหมือนกัน มองเจ้านายห่วยๆ คนหนึ่งแล้วกลับมาบอกว่า "เฮ่ย เจ้านายแม่งบ้าอำนาจกันทั้งโลกเลยว่ะ มึงหัดทนๆ ไว้น่ะดีแล้ว..." มองรุ่นพี่ว่ามันยังผ่านมาได้ แล้วรุ่นน้องแม่งก็ต้องผ่านไ้ด้

ผมอ่านเจอในเว็บนี้เมื่อเช้าว่าฝรั่งก็มีการ Ice Breaking....


...ดูดี อ้างฝรั่ง... แต่ถ้าจะอ้างอย่างนั้นได้ ป่านนี้ผมคงรวยไปแล้ว เพราะใช้กฏหมายด้าน Discrimination ของฝรั่งเหมือนกัน......

มันจำเป็น......
ยังไง ผมก็ยังคิดว่าการรับน้องเป็นสิ่งที่ดีนะครับ

และในการเตรียมกิจกรรมรับน้องในแต่ละปีแต่ละที่ รุ่นพี่ก็คงเหนื่อยเหมือนกัน

คงไม่มีใครยอมเหนื่อยเพื่อแลกกับ สิ่งที่ทำไปแล้ว มันไม่เกิดผลดีหรอกครับ

ผมคิดงี้อ่ะ

#1 By inat : www.66un.net on 2005-06-16 00:10

อยู่ในโรงเรียน เด็กเป็นอะไรไป ครูรับผิดชอบนะครับ
อยู่มหาลัย ใครรับล่ะ

ถ้ารุ่นพี่เซ็นเอกสารยอมรับความรับผิดชอบทุกอย่างขณะเกิดกิจกรรม อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทำได้อย่างนั้นแล้วถึงน่ามาคุยกัน

พวกผู้ใหญ่เค้ามีแง่คิดหลายอย่างมากกว่าเรานะครับ สังเกตว่าความเห็นส่วนมากจะมาแนวๆ เค้ารับกันมาทั้งปีทั้งชาติ หรือด่าผู้มีอำนาจแบบไร้เหตุผล (รวมถึงตั้งข้อสังเกตของการขึ้นมามีอำนาจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าโตเร็วผิดปกติ)

#2 By markpeak on 2005-06-16 07:06

ทำไมเราถึงต้องเชื่อผู้ใหญ่?
ตอบ เพระเค้ามีประสบการณ์ อยากมาบอกผ่านเพื่อให้เรารู้เร็วขึ้นจะได้ไม่หลงทาง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อประสบการณ์นั้นเสมอไป ต้องลองด้วยตัวเอง บางทีอาจจะพบการแก้ปัญหาที่ดีกว่าที่ผู้ใหญ่คิดจะทำก็ได้ ไม่งั้นจะเรียก เด็กว่า Generationใหม่ได้หรือ?

ข้ออ้างอิงคอมเมนท์ จาก
http://www.mthai.com/webboard/5/110001.html นะคะ

ผมว่าประเทศไทยก็เป็นซะอย่างเงี้ย.... กิจกรรมรับน้องก็มีกันมาตั้งนานแล้ว แต่ก่อนก็ไม่มีใครมาสนใจใยดี ปีไหนไม่มีเหตุการณ์อะไรก็ไม่มีใครมาตรวจ พอมีเด็กจมน้ำตาย รถชนตายสักคนก็มานั่งห้าม นั่งจับผิด เสนอตัวมาแก้ปัญหา วิจารณ์กันเป็นเรื่องราวใหญ่โต ตั้งแต่สมัยผมเป็นปี 1 ใหม่ ๆ ช่วงนั้นเรื่องห้ามรับน้องต่างจังหวัดรุนแรงมาก แต่ก็ไม่มีใครมาสนใจเรื่องท่าเต้น ว๊ากเกอร์ ประชุมเชียร์ กิจกรรมของพวกนักศึกษาเลย พอมีเด็กฆ่าตัวตายเพียงแค่คนเดียว เพราะกดดันเรื่องรับน้อง(ซึ่งไม่รู้ว่าจริงรึเปล่าด้วยซ้ำ) ก็ออกมากันเพียบเชียว มาทำให้ไอ้แค่ท่าเต้นตลก ๆ กลายเป็นเรื่องที่ต้องมาออกรายการทีวี เข้าสู่สภา กระทรวง อูยยยยย อะไรกันเนี่ย ลองคิดดูนะ ผมไม่ได้ว่า ว่าเด็กคนที่ฆ่าตัวตายไม่มีค่า แต่ผมแค่อยากบอกว่าคนเราคิดไม่เหมือนกัน อยู่ในสภาพพื้นฐานที่ต่างกัน ทำไมต้องมาวิเคราะห์สาเหตุการตายคน ๆ เดียว แล้วเปลี่ยนแปลงมันทั้งประเทศ เออ ถ้าฆ่าตัวตายกันสัก 10% แล้วฆ่ากันสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบญี่ปุ่นจะไม่ว่าเลย (อย่างกรณีเด็กอาชีวะฆ่ากันตาย เนี่ยน่าแก้ เพราะมันตายรายวันจริง ๆ ตายบ่อยขึ้นด้วย)

มันไม่ต่างกันกับกรณี รายการโทรทัศน์ถูกแบน หนังถูกสั่งตัด ภาพบุหรี่ถูกทำให้เบลอ เด็กตกรถเมล์ เกาะอกสายเดี่ยว สถานบันเทิงปิดดึก หม้อไฟลุกหรืออะไรก็ตาม

ทำไมผู้หญิงทำงานกลับบ้านดึก ๆ โดนข่มขืนกันรายวันไม่มาแก้กันนะ ทำไมไม่ออกกฎหมาย กระพือข่าวให้ห้ามผู้หญิงกลับบ้านหลังพระอาทิตย์ตกดินเลยล่ะ ทำไมมีเรื่อง มีปัญหาตั้งมากมายไม่ไปแก้กัน มาพัวพันกับกระแสที่สื่อปลุกกันอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเลย

เนื้อหาที่สอนเด็กน่ะปรับปรุงบ้างรึเปล่า มาตรฐานโรงเรียนอ่ะ เลิกคุยกันแล้วเหรอ มาตรฐานนักศึกษาในสาขาต่าง ๆ ล่ะ การรองรับงานหลังจากเด็กเรียนจบล่ะ การฝึกงานเพื่อเตรียมพร้อมเด็กสู่สังคมการทำงานล่ะ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงออกล่ะ การปลูกฝังการรับผิดชอบต่อสังคมล่ะ ไม่ทำกันเหรอ ผมว่ามันดูมีสาระมากกว่าเรื่องท่าเต้นไก่ย่างมีผลต่อจิตใจเด็กปี 1 แค่ไหน

ถ้าพรุ่งนี้ มีเด็กจุฬาปี 1 คนนึงลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายเพราะต้องใส่รองเท้าขาว แล้วรับไม่ได้ ต้องเปลี่ยนกันทั้งระบบมั๊ย ถ้ามีเด็กธรรมศาสตร์คนนึงเครียดที่ต้องย้ายไปเรียนรังสิตทั้ง ๆ บ้านตัวเองอยู่บางแค ต้องย้ายธรรมศาสตร์มั๊ย ถ้ามีนักศึกษาคนนึงฆ่าตัวตายเพราะไม่พอใจการให้คะแนนของอาจารย์ ต้องมานั่งรื้อระบบการตัดเกรดในมหาลัยกันใหม่มั๊ย

อยากให้ลองมองบ้าง ผมว่ามันทำให้ประเทศเราไปช้ามาก ถ้าเราต้องเอาใจทุกคนในประเทศ เรามองถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ และเหตุผลของคนส่วนใหญ่ไม่ดีกว่าเหรอ ทุกคนเกิดมาต้องปรับตัวเข้าหาสังคมทั้งนั้นไม่ใช่ให้สังคมปรับเข้าหาตัวเอง ประเทศไทยครับ อย่าเลี้ยงลูกแบบตามใจ แตะนิดต้องหน่อยไม่ได้เด็กจะไม่แกร่งนะครับ


เราว่าเค้าตอบได้ดีนะคะ
ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาระบบการรับน้อง
แต่เราคิดว่า เรื่องอื่นที่มันสำคัญกว่านี้ยังมีอีกมากที่ทำแล้วมันจะช่วยประเทศพัฒนาไปได้

แล้วก็ เรายังเห็นด้วยกับการรับน้องนะคะ ถึงแม้ว่าพี่ลิ่วจะคิดว่ามันยังไม่จำเป็นในสายการงานก็เถอะค่ะ
มันแล้วแต่คนคิด แล้วแต่ว่าคนไหนจะเจอแบบไหน เพราะชีวิตทุกคนเดินไปกันคนละทาง

แล้วก็เห็นด้วยกับพี่ inat นะคะ
ว่าถ้ามันไม่ได้อะไร ไม่มีอะไรจริงๆแล้ว
ก็คงไม่มีคนมาทำหรอกค่ะ เหนื่อย

...ดูดี อ้างฝรั่ง... แต่ถ้าจะอ้างอย่างนั้นได้ ป่านนี้ผมคงรวยไปแล้ว เพราะใช้กฏหมายด้าน Discrimination ของฝรั่งเหมือนกัน......
>>> แล้วทำไมเวลาที่ผู้ใหญ่บางคนพูด ถึงได้อ้างฝรั่งเหมือนกันล่ะ ว่าเค้าเลิกกันไปหมดแล้วทำไมประเททศไทยยังไม่เลิก??

จริงๆแล้ว เราก็เป็นคนที่มีเหตุผลนะคะ
บางอย่างทำไมเราไม่มาวิเคราะห์ถึงข้อดีที่ได้จากมันแล้วก็ข้อเสียที่เสีย แล้วการป้องกัน ก่อนที่จะมาตัดสินง่ายๆว่ามันมีข้อเสีย แล้วก็เลิกไปเลยดีกว่า ?

แหะๆ ตามคำเรียกร้องข้างบนอ่ะ
มาคอมเมนท์แล้วค่ะพี่ลิ่ว

#3 By Na - th (นัท) on 2005-06-16 15:59

อ้อ ลืมๆ

ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ
เหมือนคนที่มีทั้งดีและชั่ว

มันมีสองด้านเสมอค่ะ อยู่ที่เราจะเลือกมองด้านใดด้านนึง?
หรือเราจะมองทั้งสองด้าน?

#4 By Na - th (นัท) on 2005-06-16 16:02

ผมขอตอบแทนลิ่วนะครับ

>ทำไมเราถึงต้องเชื่อผู้ใหญ่?
ตอบ เพระเค้ามีประสบการณ์ อยากมาบอกผ่านเพื่อให้เรารู้เร็วขึ้นจะได้ไม่หลงทาง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อประสบการณ์นั้นเสมอไป ต้องลองด้วยตัวเอง บางทีอาจจะพบการแก้ปัญหาที่ดีกว่าที่ผู้ใหญ่คิดจะทำก็ได้ ไม่งั้นจะเรียก เด็กว่า Generationใหม่ได้หรือ?

ผมว่าถ้าย่อหน้านี้ที่ยกมาเนี่ย เปลี่ยนคำว่า "ผู้ใหญ่" เป็น "รุ่นพี่" น่าจะเป็นข้อความแย้งจากฝั่งต่อต้านรับน้องได้เลยแหละ

#5 By markpeak on 2005-06-16 18:05

ผมเองมองว่าการสั่งระงับกิจกรรมรับน้องไปเฉยๆ เป็นเรื่องไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่เหมาะสม!
งงมั้ยครับ?

ไม่ค่อยดี เพราะอย่างระบบว้าก เลิกกลางคันนี่น้องจะได้แต่ความเจ็บแค้นรุ่นพี่ ไม่ใช่สารที่พี่จะสื่อ หรืออย่างการวางแผนกิจกรรมไว้แล้วต้องมาปรับเปลี่ยนตารางกันฉุกละหุก หรือเอางบไปใช้เตรียมอุปกรณ์แล้วไม่ได้ใช้ทำให้เสียเปล่า...

แต่เหมาะสม เพราะคิดในแง่หนึ่งเราไม่สามารถกำหนดมาตรฐานกิจกรรมรับน้องได้ ยอมรับว่ากิจกรรมที่ดีๆ ก็มีเยอะ และเป็นส่วนมากด้วย แต่ไอ้ที่แย่-ไม่ดี-ไร้สาระ จนไปถึงไม่เข้าท่า (ไม่ใช่ด่าเป็นชุดนะครับ ผมพยายามเรียงให้มันเป็นลำดับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิด) มันก็มี และก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย อย่างที่พี่มาร์คบอก ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ?

กันไว้ดีกว่าแก้ครับ ถึงจะทำให้เราต้องเสียผลประโยชน์จากกิจกรรมรับน้องไป ถ้าเทียบกับการป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นก็น่าจะคุ้ม

#6 By P.S. on 2005-06-16 20:28

nath: ผมเชื่อครับ ว่ามันมีด้านดีของมันอยู่ เพราะหลายๆคน ก็ออกมายืนยันกันอยู่

ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น... แน่นอน เพราะด้านดีมันไม่ใช่ปัญหา

แต่ข้อเสียล่ะครับ ระบบการรับน้องแบบหว่านแหอย่างนี้ ทำชีวิตคนเจ๊งไปเท่าใหร่แล้ว...

ผมไม่ได้พูดถึงกรณีตายอย่างเดียว ซึ่งมันเคยมี (และไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่รึเปล่า) แต่หมายรวมถึงกรณีอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่การที่รุ่นน้องรับไม่ได้ แล้วต้องลาออกไป นั่นก็ทำให้เขาต้องเสียโอกาสในชีวิตไปแล้วหนึ่งปีเต็ม... พ่อแม่เขาต้องทำงานส่งเสียลูกเขาเพิ่มอีกหนึ่งปี หรือการรับน้องหอที่ทำให้หลายๆ คนต้องออกจากหอไปอยู่ที่อื่น กรณีสุขภาพจิตของผู้ที่ทนไหว การเรียนที่บางคนเรียนแย่ลง ฯลฯ

เหล่านี้เป็นข้อเสียที่เกิดขึ้นจริงครับ

คำถามคือ เราจ่ายไปมากมายเพื่อให้ระบบที่ว่านี้คงอยู่ แล้วมันให้อะไรกับเรากลับมาบ้าง ด้านสว่างของเหรียญของน้อง มันแสดงอะไรออกมาได้บ้างครับ

ถามต่อคือ แล้วถ้าบางคนไม่ได้รับส่วนดีที่พี่จะให้จากด้านสว่างที่ว่า เขาสามารถดำรงค์ชีวิตในสังคมอย่างเป็นสุขได้ไหม

ถ้าพี่เป็นคนหนึ่งที่ไม่ไปรับน้อง เช้ามาเข้าห้องเีรียน เย็นกลับบ้านอ่านหนังสือ วันสอบไปสอบ ฝึกงานไปฝึก ห้องเชียร์ไม่เข้า แล้วเรียนจบ... ไปทำงาน

มีใครเดือดร้อนเพราะพี่ไหม?

อย่างที่เคยบอกน้องไปเมื่อนานมาแล้วนะครับ ว่าส่วนที่น่ารังเกียจที่สุดของกิจกรรมนี้สำหรับพี่ คือความพยายามบังคับทุกคนให้เข้าร่วม ไม่ว่าจะทางตรง ทางอ้อม ไซโคน้องที่ไม่เข้า ไปทำโทษหรือกดดันน้องที่เข้า ให้ไปกดดันคนที่ไม่เข้าอีกต่อ

นั่นคืออยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้ แก่้คนคนเข้าใหม่ประมาณสามปี ไม่เคยทำงาน มาสร้างกฏเกณฑ์ว่า ใครทนความกดดันที่เขามอบให้ไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นความผิด

การยกเลิกของ สกอ. พี่เชื่อว่าเป็นการกระทำที่ถูกแล้วครับ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไอ้ที่ทำๆ อยู่มันก็ฝ่าฝืนกันทั้งนั้น ผมจำได้ว่าประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีการกำหนดเวลา ก็ไม่เห้นมีใครฟัง จนวันนี้ประกาศห้าม ก็ยังมีพวกตะแบงอยู่

การต้องให้ผู้ปกครองเซ็นอนุญาตก่อนเข้าร่วมก็เป็นทางออกที่ดีครับ ันอาจจะทำให้รู้สึกว่าเด็กมีวุฒิภาวะต่ำลง แต่อีกนัยหนึ่งแล้วพี่เชื่อว่ามันจะเป็นทางออกให้กับคนที่ไม่อยากเข้า ให้บอกได้ว่าที่บ้านไม่อนุญาต จบเรื่องจบราวกันไป เพราะถ้าให้เด็กเซ็นกันเอง ระบบไซโคมันก็กลับมาอีก

ถึงได้บอกว่ามันจำเป็น....

#7 By ลิ่ว on 2005-06-16 20:29

เรื่องรับน้องเราเฉยๆอ่ะ

แต่ว่า มหาลัยเรากลายเป็น

งดกิจกรรมทุกชนิดของ ปี 1

เพราะว่า...ถ้าไม่มีซ้อมร้องเพลงเชียร์
แล้วจะเอาอะไรไปเชียร์ตอนแข่งกีฬา?...ก็เลยงดกิจกรรมแข่งกีฬาไปด้วยเลย แล้วก็กลายเป็น ผลลูกโซ่ งดโน่น งดนี่ งดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แถมสั่งห้ามมมาอีกว่า

ห้ามนักศึกษาปี1รวมตัวกันทำกิจกรรมเกิน 20คน
เค้ากลัวเราก่อม๊อบหรือไง?

อาจเป็นเพราะมหาลัยโดนเพ่งเล็งอย่างหนักจากสื่อที่พยายามประโคมด้วยทั้งที่มันไม่น่าเกี่ยว...ถ้ามาดูจริงๆแล้วทำไมถึงมีคนคิดจะฆ่าตัวตายคนเดียวล่ะ?

ผลกระทบมันกลายเป็นตัดโอกาส กิจกรรมทุกอย่าง
ถ้าไม่ทำกิจกรรม เราจะกระเสือกกระสนเอนท์เข้ามหาลัยรัฐทำไม...ไปเรียนรามไม่ดีกว่าเรอะ?

#8 By J@an~♪♫ on 2005-06-16 21:51

ตอบ J@an
ในความคิดผมคนเดียวนะครับ ผมไปมหาลัยเพื่อไปเรียนครับ เรื่องกิจกรรมนั้นไม่ได้ว่าไม่สมควรทำ แต่คิดว่าคุณสามารถทำ"กิจกรรม" ที่ไหนก็ได้" ถ้าใจของคุณรักจะทำกิจกรรมอยู่แล้ว คุณอาจไปดูนก เข้าชมรมถ่ายภาพ เล่นโยคะ อะไรก็ได้ เป็นกิจกรรมที่ดีมีประโยชน์ทั้งนั้น ไม่ใช่กิจกรรมที่โดนบังคับให้ทำอย่างเดียวที่จะมีประโยชน์

#9 By markpeak on 2005-06-16 23:05

สมมุติว่า
การว๊ากน้อง ต้องสมัครใจและสมัครอย่างเป้นลายลักษณ์อักษร เหมือนเป้นชมรมหนึ่งไปเลย
อย่างนี้ค่อยน่าเหมือนกิจกรรมจริงๆหน่อย..

แต่พวกที่จัดจะยอมไหมนะ คงจะบอกว่ามันไม่ขลัง ไม่ก็กลัวไม่มีคนแน่เลย..

#10 By ABZee on 2005-06-17 00:12

ตั้งแต่การที่รุ่นน้องรับไม่ได้ แล้วต้องลาออกไป นั่นก็ทำให้เขาต้องเสียโอกาสในชีวิตไปแล้วหนึ่งปีเต็ม...

พ่อแม่เขาต้องทำงานส่งเสียลูกเขาเพิ่มอีกหนึ่งปี หรือการรับน้องหอที่ทำให้หลายๆ คนต้องออกจากหอ

ไปอยู่ที่อื่น กรณีสุขภาพจิตของผู้ที่ทนไหว การเรียนที่บางคนเรียนแย่ลง ฯลฯ
>>> สมมติว่าถ้า ในชีวิตจริงๆ เกิดคนๆนึงโชคร้ายมากๆ ต้องไปทำงานในที่ๆเจอเจ้านายงี่เง่า แย่ๆ ชอบ

ชี้หน้าด่า แล้วรับไม่ได้ เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เริ่มงานใหม่ เจอแบบนี้อีก เปลี่ยนงานอีก ..... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มันจะดีเหรอถ้าต้องเริ่มต้นใหม่ เริ่มนับ1ใหม่ซะทุกที? แล้วชีวิตของคนๆนี้จะเอาที่ไหนไปก้าวหน้า ??

ขอโทดนะคะ อันนี้แค่ยกตัวอย่าง ซึ่งพี่อาจจะดีเจอเจ้านายที่ดี แต่ก็นะคะ ทุกคนไม่เหมือนกันชีวิตแต่ละคน

จะเจออะไรบ้าง ใครจะรู้ ... เข้าใจนะคะ ว่าบางคนบอบบาง พ่อแม่เลี้ยงมาดี แต่ก็อีกแหละค่ะ อันนี้มันเป็น

ความคิดของคนแต่ละคน ซึ่งถ้าเป็นนัทนะ นัทจะคิด สมมติว่านัทถูกเลี้ยงอย่างดี แล้วรับไม่ได้ นัทจะไม่

เปลี่ยนที่เรียนค่ะ เพราะคิดถึงพ่อแม่ .. แล้วพี่จะบอกว่ากิจกรรมนี้มันทำให้เขาเสียโอกาสในชีวิตไป 1 ปี ?

ถามหน่อยว่ามีใครบังคับให้ลาออกเหรอคะ? มันเกิดจากคุณเลือกเองไม่ใช่หรือ?

ชีวิตจริงโหดร้ายกว่านี้มากค่ะ

แน่นอนยอมรับว่ามันมีผลต่อจิตใจ รับไม่ได้ รับไม่ได้จริงๆ แต่ทุกโอกาส เราเลือกเอง เราสร้างได้เอง แล้ว

ก็ไม่มีใครทำลายมันได้นอกจากตัวเองค่ะ ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ปัจจัยรอบตัว แต่สิ่งที่สำคัญคือ ตัวเราเอง

เราทำมันเอง เหมือนคำที่ว่า เลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ค่ะ

ส่วนเรื่องการรับน้องที่หอ นัทไม่เห็นด้วยค่ะ ซึ่งในสถาบันของนัท ก็ไม่มีการรับน้องแบบนี้อยู่แล้ว
(นัทก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นด้วยไปทุกเรื่องหรอกนะคะ :P)

เรื่องการเรียน นัทอยากจะบอกว่า มันเป็นเรื่องที่เราต้องรับผิดชอบตัวเองค่ะ ณ วันนี้ เราเรียน ก็เรียนอย่าง

เดียว ตั้งใจ ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่จะมาบอกว่ากิจกรรมทำให้การเรียนแย่ ?? ไม่สมเหตุสมผลค่ะ เพราะอย่างที่

ได้พูดไปแล้ว มันเกิดจากตัวเราเอง ตัวเราใส่ความพยายามมากพอหรือยัง? แล้วต่อไปในวันข้างหน้า เราโต

เป็นผู้ใหญ่ เราต้องรับผิดชอบหลายเรื่องในเวลาเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะทำยังไงคะ? ในเมื่อ

แค่นี้เรายังแบ่งเวลาไม่ได้เลย

เราจ่ายไปมากมายเพื่อให้ระบบที่ว่านี้คงอยู่ แล้วมันให้อะไรกับเรากลับมาบ้าง ด้านสว่างของเหรียญของ

น้อง มันแสดงอะไรออกมาได้บ้างครับ
>>> ประการแรกเลยนะคะ ในความคิดนัทขอบอกก่อนเลยว่า ในมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนเหมือนมีแต่

หน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว เพราะมันไม่เหมือนม.ปลายที่อาจารย์ ที่ทั้งสอนวิขาการทั้งสอนสิ่งที่ถูกที่ควร

สิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นในมหาวิทยาลัยจะมีใครมาสอนล่ะคะ?? นอกจากรุ่นพี่ พี่ลิ่วอาจจะบอกว่า แก่กว่าแค่ไม่

กี่ปี จะมาสอนเหรอ? มีประสบการณ์เคยผ่านมันมาหรือยัง มันก็ถูกค่ะ แต่พี่ที่เค้าได้รับการถ่ายทอดมา

อาจจะทั้งรุ่นพี่ที่จบไปแล้วไปทำงาน หรือ การพบเจอของเค้าเอง ก็คงอยากจะสอนน้องๆให้รู้เอาไว้ ถึงพี่

จะบอกว่ามันก็เป็นแค่สิ่งที่เค้าบอกต่อกันมา แต่ถ้าลองเอามาคิด มันก็เป็นเรื่องที่เรายอมรับและเห็นด้วย

นะคะ

นัทขอยกตัวอย่างในอาชีพวิศวกรนะคะ คณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างน้อยน่าจะสมควรมีระบบนี้อยู่เพราะใน

มหาวิทยาลัยของนัท การประชุมเชียร์นัทคิดว่ารุ่นพี่ที่เค้ามาว่า เค้าต้องการจะบอกในสิ่งที่เค้าจะบอกใน

สาขาวิชา เช่น "วิศวกรไม่รับปากชุ่ยๆ" "เพื่อนคุณน่ะ สนใจบ้างมั๊ย?" เป็นต้น ซึ่งในชีวิตการทำงานของ

วิศวะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ถึงจะบอกว่ามีฝึกงาน เดี๋ยวคุณจะไปเข้าใจตอนนั้นเองล่ะ? แล้วพี่คิดว่าองกรค์ที่

เค้ารับเข้าไปฝึกงานเค้าจะมานั่งสอนเหรอคะ? ว่าคุณรับปากชุ่ยๆแล้วทำไม่ได้ ผมก็หมดความเชื่อถือนะคะ

ในชีวิตจริงไม่มีใครมาบอกหรอกค่ะ อย่างเรื่อง "เพื่อน" บอกว่าทำไมต้องสนใจ อยากให้ลองเปรียบเทียบ

กับ "ผู้ร่วมงาน" ดูค่ะ เพราะในสายวิศวะ เราทำงานกันเป็นทีม "ผู้ร่วมงาน" "เพื่อน" เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ที่จะทำ

ให้งานสำเร็จได้ ถ้าขาดไปซัก 1 คนงานอาจจะเสร็จช้าลง คนอื่นๆต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้น หรืองานอาจจะไม่

สำเร็จเลย อันนี้แค่ยกตัวอย่างนะคะ ให้เข้าใจว่าประชุมเชียร์ ไม่ใช่การบังคับ ให้มาเข้า แล้วมากดดันๆๆๆ

ว้ากๆๆ ใส่หู รุ่นพี่สะใจค่ะ ขอให้เข้าใจใหม่ มันเป็นการสอนแบบหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นนี้รึป่าวนะคะ?

สิ่งที่ระบบนี้มันให้กลับมามันคงเป็นแค่การให้คนที่กำลังจะจบออกไปทำงานในสาขาวิชาชีพนี้ได้คิดได้เข้า

ใจมั้งคะ? ว่างานของตน ต้องมีจรรยาบัณ อย่างไร?

ด้านสว่างยังมีอีกเยอะค่ะ ถึงพี่ลิ่วจะแย้งมาได้อีกว่า เรื่องนี้ทุกคนก็คิดเองเป็นได้ เป็นปัญญาชนแล้วไม่ต้อง

ให้ใครมาสอน แต่จะคิดได้ทุกคนจริงเหรอคะ? ระบบการศึกษาตอนนี้ในเมืองไทย มันทำให้การเข้ามาเรียน

ในระดับอุดมศึกษาเป็นการเข้ามาเรียนเพียงเพราะเรียนๆไป ไม่ได้แคร์ว่าเราจะชอบ เราอยากจะเป็นใน

สาขาวิชาชีพนี้จริงๆ ซึ่งคนส่วนนี้อาจจะมีแต่ก็คงไม่ใช่ทุกคนหรอกค่ะ

ขอยกอีกละกัน ... อย่างเช่นเลย เอาเรื่องง่ายๆ เรื่องเพื่อน ... การทำกิจกรรมนี้มันได้วัดเลยค่ะ ว่าเพื่อนคน

ไหนเป็นยังไง? ถ้าเค้าเต็มที่กับกิจกรรม ช่วยเพื่อน ไม่เห็นแก่ตัว ดูที่การทำงานก็รู้ค่ะ เราก็หวังได้เลยว่า

คนนี้แหละ เพื่อนที่เราจะคบได้ ส่วนคนที่มันตรงกันข้าม คือมาทำแล้ว ไม่เต็มที่ กินแรง ไม่สนเพื่อน มันก็

คิดเลยว่าในชีวิตจริงเค้าก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่? อันนี้ขอไม่นับคนที่เป็นปัจเจกชน ไม่เข้าร่วมกิจกรรมเลย

ละกันนะคะ เพราะเค้าไม่เข้า เราก็ไม่รู้ว่าเค้าเป็นอย่างไร? ซึ่งพี่ก็จะบอกอีกว่า พี่ยังคบกับเค้าเป็นเพื่อนได้
แม้ว่าเค้าจะไม่เข้าประชุมเชียร์ เห็นด้วยค่ะ นัทก็คบค่ะ ตอนนี้เพื่อนนัท 2 คนไม่เคยเข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แต่นัทก็คุยเล่นตามปกติค่ะ แต่ ... จะให้นัทไปร่วมงานด้วย นัทไม่ทำค่ะ

จริงๆด้านสว่างมันก็ยังมีอีกนะคะ แต่ไอ้เรื่องการเคารพผู้อาวุโสเนี่ย นัทเห็นว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะ

เลือกเคารพคนที่ควรเคารพค่ะ

แล้วถ้าบางคนไม่ได้รับส่วนดีที่พี่จะให้จากด้านสว่างที่ว่า เขาสามารถดำรงค์ชีวิตในสังคมอย่างเป็นสุขได้

ไหม
>>> อันนี้แล้วแต่คนนะคะ มีทั้งคนที่อยู่ร่วมได้อย่างเป็นสุข แล้วก็ไม่เป็นสุขทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับตัวของเค้า

เองจากที่ได้พูดไปแล้วข้างต้น

ถ้าพี่เป็นคนหนึ่งที่ไม่ไปรับน้อง เช้ามาเข้าห้องเรียน เย็นกลับบ้านอ่านหนังสือ วันสอบไปสอบ ฝึกงานไป

ฝึก ห้องเชียร์ไม่เข้า แล้วเรียนจบ... ไปทำงาน

มีใครเดือดร้อนเพราะพี่ไหม?
>>> ไม่มีแน่นอนค่ะ อีกอย่างนัทคิดว่าพี่เป็นคนที่จัดว่ามีความคิดที่ดีคนนึง ย่อมไม่ไปทำความเดือดร้อน

ให้ใครแน่นอนค่ะ

ถ้าพี่จะบอกว่า ถ้าไม่เข้าแล้วมันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่เข้าก็ได้ ก็ถูกค่ะ แต่ทุกคนจะมีความคิดที่ดี

แบบพี่ไปซะหมดเหรอคะ? คนที่มาเรียน ร้อยพ่อพันแม่ เราไม่รู้หรอกว่าจบไปแล้วไปทำงาน ถ้าเค้าไม่ได้

เข้าใจถึงความหมายในสาขาวิชาชีพตนเองแล้วไปประกอบอาชีพ โดยเฉพาะวิศวะแล้ว ยิ่งถ้าต้องรับผิด

ชอบชีวิตคนด้วยละก็จะทำความเดือดร้อนแค่ไหน อย่างน้อยที่สุดอันดับแรกก็คือตัวเค้าเองและครอบครัว

อย่างที่เคยบอกน้องไปเมื่อนานมาแล้วนะครับ ว่าส่วนที่น่ารังเกียจที่สุดของกิจกรรมนี้สำหรับพี่ คือความ

พยายามบังคับทุกคนให้เข้าร่วม ไม่ว่าจะทางตรง ทางอ้อม ไซโคน้องที่ไม่เข้า ไปทำโทษหรือกดดันน้องที่

เข้า ให้ไปกดดันคนที่ไม่เข้าอีกต่อ
>>> อันนี้ก็เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยครึ่งๆนะคะ อย่างที่ได้บอกพี่ไปข้างบนแล้ว ว่ามันเป็นการสอน คนที่

จัดขึ้นมาเค้าคงอยากให้เข้าร่วมทุกคนค่ะ เพราะเค้าเชื่อว่าทุกคนต้องจบไปทำงาน จึงอยากจะสอนทุกคน

เพื่อจะได้เข้าใจว่าคณะของเราเมื่อจบไปแล้ว เป็นงี้ๆนะ เราต้องมีความคิดพื้นฐานคืออะไร?
แต่ในความคิดนัทตอนนี้ บางสถาบันเอาระบบนี้มาใช้ผิดๆ นัทบอกเลยนะคะ ว่าการประชุมเชียร์มันไม่น่า

จะอยู่ในกิจกรรมการรับน้อง เพราะมันเหมือนเป็นการสอน การปูพื้นมากกว่าค่ะ แต่ที่บางสถาบันทำ มัน

เป็นการรับน้อง ... การรับน้องปัจจุบันมันก็แย่จริงๆนะคะบางอย่าง แต่ .... การประชุมเชียร์ทำไปมันมีเป้า

หมาย เมื่อปี 1 ที่เข้ามาได้ทำกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ บรรลุเป้าหมายที่จัดขึ้นแล้ว ปี 1 ก็จะได้รับการยอม

รับว่าเราได้ผ่านการคิดแล้วว่าวิศวะนะต้องทำยังไง? เหมือนกับการทำงานค่ะ ว่าเราต้องมีความรับผิดชอบ

ต่องานพอ ตั้งใจ พยายาม แสดงว่าเรามีความรับผิดชอบต่องานแค่ไหน เราถึงจะได้รับการยอมรับจาก

สังคมเช่นกัน

นั่นคืออยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้ แก่กว่าคนเข้าใหม่ประมาณสามปี ไม่เคยทำงาน มาสร้างกฏเกณฑ์ว่า ใครทน

ความกดดันที่เขามอบให้ไม่ได้ ดูเหมือนจะเป็นความผิด
>>> มันไม่ใช่การมาทนความกดดันเพียงอย่างเดียวหรอกนะคะ ก็อย่างที่บอกไปข้างบนค่ะ
แล้วถึงจะยังไม่เคยทำงาน แต่สิ่งที่จะบอก จะสอนน้องๆมันก็น่าจะเป็นความจริงที่น่าจะคิดได้ว่ามีเหตุผล

พอที่มันจะเกิดขึ้นในการทำงานจริงๆค่ะ

หรือพี่จะบอกว่า น่าจะให้คนที่ทำงานแล้วมาทำกิจกรรมนี้แทน?

การยกเลิกของ สกอ. พี่เชื่อว่าเป็นการกระทำที่ถูกแล้วครับ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไอ้ที่ทำๆ อยู่มันก็

ฝ่าฝืนกันทั้งนั้น ผมจำได้ว่าประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัย ก็มี

การกำหนดเวลา ก็ไม่เห้นมีใครฟัง จนวันนี้ประกาศห้าม ก็ยังมีพวกตะแบงอยู่
>>> มันถูกจริงเหรอคะ? แล้วแต่คนจะคิดค่ะ แต่นัทคิดว่ามันไม่เหมาะสมที่จะทำมากกว่าค่ะ ไม่เกี่ยวว่าถูก

หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงนี้ มันเหมือนแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แล้วที่สำคัญการจัดมันขึ้นมามันต้องใช้เวลา ใช้

งบประมาณ ความตั้งใจ ..... สกอ. มาทำแบบนี้ มันก็มีค่าเสียหายอยู่นะคะ แล้วไม่คิดจะรับผิดชอบเหรอคะ?

ทั้งที่ผู้ใหญ่เรียกร้องให้นศ.มีความรับผิดชอบ ผู้ใหญ่เอง ยังไม่มีเลย ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องถึงชีวิตก็ตาม

แต่ถ้าการกระทำแค่นี้ยังไม่คิดเลยถึงผลที่ตามมา ว่ามันจะมีผลกระทบอะไรบ้าง? แล้วแบบนี้จะให้เยาวชน

โตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหนคะ? ในเมื่อผู้ใหญ่เป็นแบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่ควรจะยกเลิกกลางคันแบบนี้ เพราะ

แต่ละกิจกรรมมันต่อเนื่อง มายกเลิกแบบนี้ มันก็หยุดชะงักกันหมดค่ะ หรือถ้ามันเห็นว่าจะไม่ดีจริงๆ ก็

ออกกฏให้มีคนควบคุมดูแลสิคะ? อย่างน้อยให้มันดำเนินไปจนจบ จนสุดปลายทางก่อน แล้วจะปรับ

เปลี่ยนอะไร ก็มาประชมุสังคายนากันอีกที แบบนี้สิคะถึงจะเหมาะสม เพราะการยกเลิกเลยมันก็ไม่ได้มีแต่

ผลดีที่ตามมาเสมอไปหรอกค่ะ?

ถ้าเกิดมีคนฆ่าตัวตายเพราะไม่มีการรับน้องนี่ ไม่ทราบว่าสกอ. จะทำยังไงน้า?

การต้องให้ผู้ปกครองเซ็นอนุญาตก่อนเข้าร่วมก็เป็นทางออกที่ดีครับ ันอาจจะทำให้รู้สึกว่าเด็กมีวุฒิภาวะ

ต่ำลง แต่อีกนัยหนึ่งแล้วพี่เชื่อว่ามันจะเป็นทางออกให้กับคนที่ไม่อยากเข้า ให้บอกได้ว่าที่บ้านไม่อนุญาต

จบเรื่องจบราวกันไป เพราะถ้าให้เด็กเซ็นกันเอง ระบบไซโคมันก็กลับมาอีก
>>> เด็กไม่ได้มีวุฒภาวะต่ำลงหรอกค่ะ เพียงแค่เป็นการเพิ่ม บทบาทในการรับรู้ในสิ่งที่ลูกตัวเองกำลังจะ

ไปทำของบุพการีว่าลูกกำลังจะไปทำอะไร หรือมีอะไรบ้าง? เราเห็นด้วยมั๊ย? ต่างหากล่ะคะ

โฮ้ย ... จบการตอบค่ะ ทนนอ่านหน่อยละกันนะคะ ตั้งใจพิมพ์ทุกประโยค

#11 By Na - th (นัท) on 2005-06-17 02:05

อ่านของคุณ Nath แล้วสับสนในประเด็นครับ

คือครึ่งแรกพอจะเข้าใจว่าสื่อว่า คนเราควรคิดและรับผิดชอบด้วยตัวเองมากกว่าเชื่อใคร (ไม่ว่าจะเป็นพี่ หรือสกอ.) และแต่ละคนก็มีจุดยืนของตัวเองที่คนอื่นควรเคารพ อันนี้เห็นด้วยมากๆ

แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การเข้าประชุมเชียร์เนี่ย มันเป็นการบังคับ (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ให้เข้าเชียร์ มันเหมือนเป็นการทำลายความคิดของปัจเจกบุคคลแต่ละคน (ที่คิดว่าจะไม่เข้าร่วม) อย่างรุนแรง ซึ่งอ่านดูแล้วคุณท่าทางสนับสนุนการประชุมเชียร์ มันเหมือนจะขัดๆ กับครึ่งบนน่ะครับ

เอ้อ ตัวอย่างว่าวิศวะต้องมีจรรยาบรรณน่ะ อย่ายกเลยครับ ไม่ว่าใคร ประกอบอาชีพอะไร ก็ควรมีจรรยาบรรณทั้งนั้นแหละ แถวนี้วิศวะเยอะ (ผมก็ด้วย) ยกตัวอย่างแบบนี้ คนที่ไม่ใช่วิศวะเค้าอ่านดูแล้วมันเหมือนวิศวะไปข่มเค้า (ว่าคณะชั้นต้องมีจรรยาบรรณนะ คณะเธอไม่ต้อง) เสียเปล่าๆ

#12 By markpeak on 2005-06-17 06:59

nath: อ่านทุกประโยคครับ สัญญาได้

ไว้คืนนี้จะมาตอบ

#13 By ลิ่ว on 2005-06-17 14:23

ผมเห็นด้วยกับคุณลิ่วครับ

ผู้ใหญ่ กับรุ่นพี่ไม่กี่ปี

ควรจะฟังความเห็นของผู้ใหญ่มากกว่าครับ เพราะรุ่นพี่ที่ยังเรียนไม่จบ แก่กว่าไม่กี่ปี มันไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าเด็กปี 1 ซักเท่าไหร่หรอก

#14 By chanon on 2005-06-17 17:33

ไม่รู้คุณนัทมองข้ามความเห็นผมไปหรือเปล่า (#6) เพราะสิ่งดีๆ ของกิจกรรมรับน้องที่คุณนัทพูดถึง ผมก็ยอมรับ สิ่งที่ไม่ดีของการระงับไปกระทันหัน ผมก็พูดถึง แต่ผมก็ยังเชื่อว่าสกอ. ตัดสินใจถูกต้อง เพราะกิจกรรมรับน้องไม่ได้มีแต่ด้านดี และเราก็ไม่ทราบว่าด้านร้ายของมันจะแสดงผลอีกมากน้อยเพียงใดเมื่อไหร่ กันไว้ดีกว่าแก้ครับ การหาประสบการณ์จากกิจกรรมยังพอหาจากที่อื่นทีหลังได้ แต่ถ้าการรับน้องก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมามันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะ

เท่าที่อ่านๆ ความเห็นของคุณนัทว่ากิจกรรมนี้มันดีนี่ผมก็เห็นจริงนะ แต่เหมือนคุณจะมองข้ามไปว่าแล้วเวลาเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นมาล่ะ แก้ไขอย่างไร? หรือรุ่นพี่รับผิดชอบไหวไหม?

PS สกอ. ทำแบบนี้เหมือนวัวหายล้อมคอกก็จริงครับ แต่ผมว่าก็ดีกว่าวัวหายแล้วยังนอนเป็นทองไม่รู้ร้อน

#15 By P.S. on 2005-06-17 20:25

ตอบนัทครับ
จริงๆ คงรู้แล้วแหละ ว่าผมเป็นวิศวะ และโดดเชียร์แบบกระจายเลย ผมคิดว่าความรับผิดชอบในวิชาชีพไม่เกี่ยวกับการประชุมเชียร์เลย เพื่อนๆผมบางคนเข้าเชียร์ทุกครั้ง บางคนไม่เข้าเลย เราก็ยังทำงานร่วมกันได้ดี ผมพิจารณาผู้ร่วมงานจากฝีมือ และความรับผิดชอบในงานที่ทำจริงครับ ไม่ใช่การรับน้องซึ่งเป็นการเทียบเคียง มาร์คก็ไม่เห็นด้วยกับงานรับน้องแต่ผมก็ร่วมกิจกรรมกับมาร์คหลายงาน ซึ่งไม่ต้องฝืนใจใคร และต่างคนก็ทำกันเต็มที่
ด้านการเข้าร่วมกิจกรรม ความคิดผมง่ายๆในตอนปีหนึ่งคือ มันไม่ใช่กิจกรรมหรือ หลักสูตร ภาคบังคับ ดังนั้นผมไม่มีความจำเป็นต้องเข้า ถ้าผมไม่เห็นประโยชน์จากมัน และใช่ครับ ทุกโอกาสสร้างได้ เราเลือกได้ และผมเลือกที่จะไม่เข้า อ้อ เห็นแก่เพื่อนน่ะครับ ผมก็เลยชวนเพื่อนให้ไม่เข้าเหมือนกัน แต่เพื่อนๆเขาชอบและเห็นประโยชน์ ผมก็เคารพในความเห็นเขา เช่นเดียวกัน รุ่นพี่ก็ต้องเคารพความเห็นของผมด้วย ถ้าไม่สามารถชักจูงให้ผมเห็นด้วยได้ ก็ต้องเข้าใจว่า ผมไม่เห็นประโยชน์ในกิจกรรมนี้และต้องยอมรับ การอ้าง Unity แล้วตัดสินแทนผม ผมไม่ยอมรับครับ และยินดีโดนตัดออกจากรุ่นด้วย ถ้าทำให้เพื่อนๆที่เหลือเป็น Unity ได้
ดังนั้นการที่ "คิด" ว่ารุ่นน้องทุกคนควรเข้าร่วม แล้วตัดสินใจแทน นั้น ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
จริงๆ นัท เคยเปรยๆไว้ในบล็อคผมว่า น่าจะจัดแบบให้เป็นทางเลือก ตามสมัครใจ ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดีครับ แต่ตามธรรมชาติของโซตัสแล้วไม่น่าทำได้ เอ้าน้องใครอยากโดนว๊าก มาทางนี้ รับรองหายหมด ระบบนี้อยู่ได้ด้วยการบังคับ ไม่ใช่ความสมัครใจ ถ้าเลือกได้ น้องๆคงเผ่นไปเล่นเกม กลับบ้าน เดินห้าง มากกว่า
ผมว่าสุดท้ายระบบนี้ อยู่ไม่ได้ ด้วยตัวมันเองครับ ข้อดีมี แต่ต้นทุนของปัญหาที่ต้องมาตามแก้มันสูงเกินไป วันหนึ่งมันก็ต้องจบลง เพียงแต่มันเร็วไปหน่อยและกระทันหันไปหน่อยเท่านั้นเอง

#16 By house on 2005-06-17 20:40

กลับมาตอบล่ะครับ

nath: ผมเป็นชาวคริสต์อ่ะนะครับ แต่ในเมืองไทยทุกคนคงต้องเคยรู้ หรือเคยได้ยินเรื่องของกาลามสูตรกัน

อย่างเรื่องที่ว่า "อย่าเชื่อ เพราะเป็นเรื่องเล่าตามๆ กันมา"

แต่ผมเห็นเรื่องว๊ากอยู่ได้ ก็ด้วยเรื่องเล่าตามๆ กันมานี่ล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เจ้านายจอมโหด หรือเรื่องตัดรุ่นที่สร้างภาพชวนให้น้องคิดว่า ชีวิตนี้ต้องอยู่คนเดียวในโลกถ้าไม่ได้รุ่น

คงไม่บอกว่ามันเป็นเท็จนะครับ มันแค่เป็นเรื่องที่ ไม่จริงเสมอไป เท่านั้นเอง รู้สึกว่าน้องเรียนภาคคอม ถ้างงลองไปอ่านหนังสือ Discrete Mathematics ดูครับ

เข้าเรื่องที่น้องว่ามา เอาทีละประเด็นแล้วกัน

- เรื่องโอกาสในชีวิต/ชีวิตมันโหดร้าย
จริงครับ โลกภายนอกมันโหดร้าย แต่จำเป็นด้วยเหรอครับ ที่รุ่นพี่กลัวรุ่นน้องรับความโหดร้ายของสังคมภายนอกไม่ได้ เลยเอาความโหดร้ายของสังคมเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้เป็นการให้เหตุผลที่แปลกนะครับ ถ้าพี่กลัวน้องทนสังคมที่มีคนเมายาบ้า แล้วจับผู้ผญิงเป็นตัวประกันกันบ่อยๆ ไม่ได้ เลยเอายาบ้ามาให้รุ่นพี่เสพ แล้วจับรุ่นน้องเป็นตัวประกันบ่อยๆ ให้ชินๆ นี่ก็ดูตลกพิลึกนะครับ

-เสียการเรียนเพราะแบ่งเวลาไม่ได้เอง
นั่นสิครับ พี่ว่าบางคนเค้าแบ่งเวลาเองได้นะ พอดีมันถูกดึงไปวันละชั่วโมงสองชั่วโมง ก็เค้าแบ่งของเค้าได้อย่างนั้น ทำไมต้องไปดึงเวลาจากชีวิตเค้าล่ะครับ ชั่วโมงเรียนที่อาจารย์เช็คชื่อ หลายๆ คนยังไม่ค่อยชอบใจเลย

- ผู้ร่วมงาน
พี่ว่าน้องมี Fallacy ในเรื่องการทำงานแล้วล่ะครับ ในความเป็นจริงคือน้องไม่สามารถเลือกได้จริงๆ หรอกครับว่าต้องทำงานกับใคร ถ้าน้องจบมาแล้วทำงานทีมเดียวกับพี่ซึ่งไม่ทำกิจกรรมเลย น้องจะทำอย่างไรล่ะ ลาออกเหรอครับ?

- เชียร์เหมือนการสอนให้ทำงานบรรลุเป้าหมาย
อืม อาจจะจริงครับ แต่เราก็มีโปรเจคจบกันอยู่แล้วนี่ครับ หรือจะขออาจารย์ทำสองชิ้นก็ดีนะ แบบเป็นกลุ่มชิ้นนึง เดี่ยวอีกชิ้น สนุกเลย

- อยากให้ทุกคนเข้าเพราะตั้งใจดีเลยบังคับ
เรื่องนี้พี่นับเป็น Bug ในแนวคิดการทำกิจกรรมเลยครับ อย่างที่พี่เขียนเรื่อง "ตอบรับ" ไปแล้ว เรื่องดีๆที่น้องอยากให้ มันไม่ได้เป็นเรื่องดีสำหรับคนอื่นเสมอไป

แค่ความตั้งใจดีนะครับ มันไม่พอหรอกที่จะเอามาบังคับ

- สกอ. ทำไม่ถูกที่ประกาศในช่วงนี้/เกิดความเสียหาย
ตีเหล็กต้องตีตอนยังร้อนครับ ไฟแรงๆ ตอนนี้ตีเปรี้ยงเดียว ประกาศออกมามีสภาพบังคับสูงมาก ถามว่าเพราะตัวประกาศอย่างเดียวรึเปล่า ไม่เลยครับ

ประกาศกิจกรรมรับน้องว่าห้ามเลิกเกินหกโมงเย็นน่ะ มีตั้งแต่ก่อนพี่เข้ามหาวิืทยาลัยเสียอีกครับ แต่มันขาดสภาพบังคับ ตอนนี้มันมีสภาพบังคับสูงกว่าเดิมเพราะอะไร? เพราะสื่อไงครับ เหล่าอาจารย์ไม่ต้องการมีปัญหากับสื่อครับ เลยต้องทำทุกทางให้ไม่ไปแตะเอาประกาศนี้

ส่วนเรื่องความเสียหาย ลองเอางบกิจกรรมของน้อง ไปเทียบกับความเสียหายที่มันเคยเกิดดูครับ ไม่ว่าจะเป็นการลาออก ตาย ฯลฯ

- ออกกฏให้คนดูแลดีกว่า
บอกไปแล้วครับ กฏมันออกจนผุไปแล้ว ไม่มีใครทำตาม สกอ. เรียนรู้จากคำสั่งของทบวงมหาวิทยาลัย แล้วตีตูมเดียว ได้เรื่องเลยครับ

ไม่แน่ใจว่าตกประเด็นไหนไปอีกรึเปล่า แต่ตั้งใจอ่านทุกประโยคจริงๆ นะครับ

ปล. เรื่องของ อย่าเชื่อตามๆ กันมานี่จริงๆ แล้วทางฝั่งคริสต์ก็มีเหมือนกันครับ แต่ไม่เน้นเท่าใหร่

ต้องบอกก่อน เด๋วจะหาว่าผมไปโจมตีคำสอนของพุทธ

#17 By ลิ่ว on 2005-06-17 22:00

อ้อ ลืมบอกไป น้องจัดย่อหน้าได้อ่านยากมากเลยครับ กว่าจะอ่านจบ เล่นเอามึน

#18 By ลิ่ว on 2005-06-17 22:02

ไม่ต้องกลัวว่าจะเผลอไปโจมตีของสอนพุทธหรอกน่อพี่ลิ่ว ผมพยายาม disproof มาหลายทีแล้ว มันก็มีอยู่ในพระไตรปิฎกมาก่อนทุกทีเลย ถ้าพี่โจมตีได้สำเร็จมันคงจะครึกโครมมากเลยแหละ

PS ผมนับถือพุทธเพราะผมลองมาทุกวิธีแล้วก็ยังเถียงมันไม่ออกครับ

#19 By P.S. on 2005-06-17 22:16

นอกเรื่องนะ
แต่ใครที่ถกมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ ยกมือขึ้น

#20 By house on 2005-06-17 22:24

house: อาจจะเผ่นออกไปตั้งแต่ตอนเจอ reproducible bug แล้วล่ะพี่

#21 By ลิ่ว on 2005-06-17 22:27

ผ่านมาเห็นblogพอดีเลยขอออกความเห็นหน่อยนะคะ คือว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบการว๊ากหรือเข้าห้องเชียร์เลยซักนิด ตอนปี1พาลให้เกลียดรุ่นพี่ไปด้วย ตอนนั้นเราชอบตั้งคำถามว่าทำไมต้องตะโกนด้วย พูดกันดีๆไม่ได้หรือไง แล้วทำไมเวลาพูดสั่งให้น้องทำอะไรทำไมมันถึงไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยหรอ ถึงได้ต้องทำทุกอย่างที่รุ่นพี่สั่งโดยที่คำสั่งนั้นมันไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ...และก็อีกหลายเรื่องที่ขี้เกียจเขียน แ่ค่อยากจะบอกว่าเราเถียงเรื่องนี้กับเพื่อนมา3ปีแล้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่เลิกเถียง พอหนังสือพิมพูดถึงเรื่องนี้มันก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำหรับเรามันเป็นเรื่องเล็กๆถ้าเทียบกับความมั่นคงของประเทศที่ถูกใคร
ไม่รู้ปิดข่าวกันอยู่ได้ แล้วเมื่อไหร่เรื่องนี้ถึงจะมีข้อสรุป เราเถียง
กับเพื่อนมา3ปี แล้วคนอื่นจะต้องเถียงกันอีกกี่ปี สำหรับเรา
ถ้าเรื่องนี้มันแก้ยากนักก็ยกเลิกมันซะเลย แล้วเริ่มต้นระบบ
ใหม่ไม่ดีกว่าหรอ ก็เหมือนที่พูดไว้ การแก้bugบางทีมันก็
ยากกว่าการเขียนโปรแกรมใหม่เลย

#22 By ขอตอบมั่ง (203.156.20.189) on 2005-06-17 23:55

อ่านมาแล้วก็ยังอยากให้มีกิจกรรมต่างๆอยู่ดี

เพราะกิจกรรมของแต่ละที่มันย่อมต่างกันแน่นอน ไม่น่าจะมาเหมารวมหมด

มหาลัยโดนเพ่งเล็งหนักเพราะข่าวประโคม...ทั้งๆที่มันไม่น่าเกี่ยว

การรับน้องทำให้เด็กฆ่าตัวตาย = ยกเลิกกิจกรรมรับน้อง+(อื่นๆ)
แล้วทำไม
ระบบเอนท์ที่ทำให้เด็กฆ่าตัวตายมาไม่รู้เท่าไหร่...ทำไมไม่ยกเลิกระบบนั้นซะทีล่ะ ? (เหมือนคล้ายๆจะยกเลิกระบบเอนท์ทำเด็กเครียด+อยากฆ่าตัวตายมากกว่าเก่าอีกมั้ง)

สร้างสรรค์จริงๆเลยวิธีการแก้ปัญหา

ไม่มีรุ่นพี่ ไม่มีว้าก ไม่มีกิจกรรม ไม่ได้ทำให้ตาย แต่มันอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า...สำหรับเรา...เราว่ามันเหมือนขาดอะไรไป
แล้วแต่คน...เพราะความคิดมันไม่เหมือนกัน...สภาพแวดล้อมต่างกัน...

รับน้องไม่ได้บังคับให้ใครเข้าร่วมนี่? ใครไม่อยากเข้าก็อย่ามาสิ...ถ้ากลัวโดนไซโคแล้วต้องมาก็แสดงว่าคนๆนั้นไม่มีจุดยืนเอง?...เรื่องทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนๆนั้นเองไม่ใช่เหรอ?

ถ้าเรื่องแค่นี้ตัดสินใจเองไม่ได้ก็อย่ามาเรียนมหาลัยเลยเหอะ...อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็อย่ามา...เป็นอันจบ!

ยิ่งเรื่องนี้มันพาลทำให้โดน งดแข่งกีฬา งดเชียร์ งดคอนเสิร์ต งดกิจกรรมดีๆ อื่นๆ มากมาย

รู้แบบนี้แล้วมันเคือง -*-

คณะเรา รับน้องดีมากๆ ไม่มีอะไรเสื่อมเสียเหมือนรูปที่นักข่าวเอาออกมาใส่มั่วๆ -*-

ร้อยวันพันปี...ไม่เคยเห็นข่าวดีๆ ขึ้นหน้า 1 เลย

มาเขียนเพิ่มเพราะอยากบ่น -*-

ปล. อยากรู้จัง...สกอ...ขึ้นตรงกับสำนักข่าวหรอ? หึ...- -+
ปล.2 นักข่าวนี่ถ้าไม่มีข่าวร้ายๆเขียนคงอดตายหรือไง?
ปล.3 ขอเกลียดนักข่าวไปชั่วชีวิต...เขียนข่าวแต่ละอันดีๆทั้งนั้น -*-

#23 By J@an~♪♫ on 2005-06-18 00:19

ปล. ขออีกหน่อย

ถ้าอยากจะยกเลิกระบบนัก...ทำไม บุคคลรุ่นก่อนหน้านี้ ไม่ลุกฮือ ขึ้นมาช่วยกัน ยกเลิกระบบล่ะ?...ทำไมเพิ่งมาช่วยกันลุกฮือเอาป่านนี้?

แล้วคนที่ออกมาลุกฮือเพื่อล้มล้างระบบก็ไม่ใช่รุ่นเราซักหน่อย -*- คนรุ่นอื่นตัดสินใจแทนซะหมด มันก็ไม่ต่างอะไรกับ SOTUS หรอก จริงไหม?

หรือว่าก่อนหน้านี้ไม่มีคนฆ่าตัวตาย?...มันน่าจะมีคนมีสปิริตอยากเลิกรับน้องขนาดยอมฆ่าตัวตายซักคนตอนก่อนหน้านี้ดูนะ?...จะได้เลิกๆ ล้มระบบไปซะก่อนหน้ารุ่นเราไง?

ก่อนหน้านี้ก็มีคนตายเยอะแยะไม่เห็นเป็นเรื่องเหมือนตอนนี้เลย

ทำไมต้องมาทำที่รุ่นเรา? ทำเอาวุ่นวายไปหมด
เพราะอะไรๆ ก็...

มาลงที่รุ่นเราทุกที

ซวยจริง -*-

ความคิดเห็นส่วนตัว ถ้าแรงไปก็ขออภัย - -..ไม่อยากพาดพิงถึงใคร แต่มันเคือง...เพราะผลกระทบ ถ้าไม่ใช่คนรุ่นเรา คงไม่รู้หรอก -*-(ก็รุ่นอื่นมันไม่มีแบบนี้นี่)

#24 By J@an~♪♫ on 2005-06-18 00:39

๋J@an: ความคิดคุณยังเอาแต่ได้อยู่มาก

คนเราน่ะมันต่างกัน คุณไม่ใช่ศาลฏีกา ไม่ใช่พระเจ้า จะได้ไปตัดสินใคร

ถ้าคุณไปอยู่ในยุคไทยต้านญี่ปุ่น แล้วคนชอบการ์ตูนญี่ปุ่นจะถูกต่อต้าน โดนแสดงความรัจเกียจ คุณจะคิดยังไง

ไปศึกษาคำว่า Discrimination ให้ดีก่อนดีกว่าครับ

#25 By ลิ่ว on 2005-06-18 00:43

ต่อมั่ง

เรื่องการล้างบางนี่มันต้องเกิดขึ้นไม่ปีนี้ก็ต้องมีสักปีล่ะ ด้วยการเข้าถึงของสื่อที่แทรกเข้าไปทุมมุมเมืองในวันนี้ อย่างไรเสียมันก็ต้องถึงจุดที่มีคำสั่งอย่างนี้ออกมา

แค่มันเป็นปีนี้เท่านั้นเอง... ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นปีนี้เหมือนกันครับ อยากให้เป็นปีผมเองเหมือนกัน

ทำไมไม่เป็นที่ปีผมนะ.....

ความคิดแรงผมไม่เคยว่า อย่าถึงหยาบหรือนอกประเด็นก็พอคัรบ

#26 By ลิ่ว on 2005-06-18 00:48

แหะๆมาตอบแล้วค่ะ

จริงๆแล้วรู้สึกสนุกนะคะ ได้มาถกปัญหาอะไรแบบนี้กับคนที่มีความคิดต่างกัน เพราะเหมือนได้เปิดความคิดตัวเองค่ะ ( บางครั้งเพื่อนก็บอกว่า "ถ้าเป็นชั้นจะไม่มาเถียงกับใครก็ไม่รู้ ไม่รุ้จักแบบนี้หรอก" .... ตอนที่เล่นอยุ่ในห้องภาคที่มหาลัยอะนะคะ )

ก่อนอื่น ต้องขอโทดด้วยค่ะสำหรับการจัดย่อหน้าที่ทำให้อ่านยาก เพราะเมื่อคืน หลังจากกลับมาจากการดูแลเด็กปี 1 ที่รวมตัวกัน เพราะน้องบางคนยังไม่ยอมเลิก มันเหมือนค้างคา รุ่นพี่เองก็ทำตัวไม่ถูก แล้วก็เหนื่อยมากๆค่ะ

แต่ยังอยากจะลองมาอ่านอีกที แล้วก็พิมพ์ไปอ่านไป ยาวมาก
เลยต้องไปพิมพ์เอาใน Notepad เอาค่ะ แหะๆ เนื่องด้วยใน Exteen มันก้อปยาก ต้องกด shift เนี่ย ...

อ่าตอบๆเลยละกาน

ก่อนอื่นขอบอกนะคะ ว่านัทอ่านทุกคอมเมนท์
เพียงแต่ กว่าจะตอบของพี่ลิ่วคนเดียวหมด เอาที่มีในความคิดนัทนะ ก็หมดแรงแระ อิอิ

ตอบคุณมาร์คค่ะ -
เอ้อ ตัวอย่างว่าวิศวะต้องมีจรรยาบรรณน่ะ อย่ายกเลยครับ ไม่ว่าใคร ประกอบอาชีพอะไร ก็ควรมีจรรยาบรรณทั้งนั้นแหละ แถวนี้วิศวะเยอะ (ผมก็ด้วย) ยกตัวอย่างแบบนี้ คนที่ไม่ใช่วิศวะเค้าอ่านดูแล้วมันเหมือนวิศวะไปข่มเค้า (ว่าคณะชั้นต้องมีจรรยาบรรณนะ คณะเธอไม่ต้อง) เสียเปล่าๆ

>>> อ่าอันนี้ นัทบอกว่า "ยกตัวอย่าง" นะคะ ไม่ใช่นัทหมายความว่าสาขาอื่น จะไม่จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณ ก็ขอโทษละกัน ที่เขียนไม่ครอบคลุมนะคะ แต่ไม่ได้มีเจตนาว่าจะไปข่มอะไรคณะอื่น เพียงแต่ในความคิดนัท นัทเรียนคณะวิศวะ เลยขอเขียนเรื่องที่ตัวเองรู้ เลยไม่ได้ยกของคณะอื่นค่ะ ซึ่งเข้าใจว่าในคณะอื่นก็มีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเค้าจะเป็นยังไง ไงคะ?

บางที คำพูดมันก็ทำให้ตีความได้ไปต่างๆนาๆอ่ะนะคะ
อาจจะทำให้พี่มองในแง่ร้าย ก็ขอโทษด้วยค่ะ

แต่ที่ไม่เข้าใจคือ การเข้าประชุมเชียร์เนี่ย มันเป็นการบังคับ (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ให้เข้าเชียร์ มันเหมือนเป็นการทำลายความคิดของปัจเจกบุคคลแต่ละคน (ที่คิดว่าจะไม่เข้าร่วม) อย่างรุนแรง ซึ่งอ่านดูแล้วคุณท่าทางสนับสนุนการประชุมเชียร์ มันเหมือนจะขัดๆ กับครึ่งบนน่ะครับ

>>> งืม เอาไงดีคะ? คือว่าที่นัทพิมพ์ไป มันเหมือนมองกันคนละส่วนน่ะค่ะ เรื่องปัจเจกบุคคลก็เข้าใจนะคะ แล้วก็เรื่องการแบ่งเวลาเรียนอะไรแบบนี้มันก็คือการรับผิดชอบต่อตัวเอง

แต่ในความเห็นของนัท (In my opinion) นัทคิดว่ามันมีส่วนดีที่จะสอนทุกคนไงคะ เลยอธิบายว่าการที่เค้ามีการบังคับก็เพราะอยากให้ได้ทุกคน เท่านั้นเองค่ะ นี่คือความคิดเห็นนะคะ

แหะๆ เมื่อคืนในหัวมีหลายเรื่อง เลยพิมพ์ไอ้สิ่งที่คิดออกมาไม่หมดไม่ชัดเจน แย่จัง ....

ผู้ใหญ่ กับรุ่นพี่ไม่กี่ปี

ควรจะฟังความเห็นของผู้ใหญ่มากกว่าครับ เพราะรุ่นพี่ที่ยังเรียนไม่จบ แก่กว่าไม่กี่ปี มันไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าเด็กปี 1 ซักเท่าไหร่หรอก

>>> อ่าค่ะ .. เห็นด้วย นัทเลยลองคิดเล่นๆว่า ถ้าให้มีกิจกรรมแบบนี้ แต่ Soft ลง แต่ก็อาจจะมีภาวะกดดันเหมือนเดิม เพียงแต่ เป็นจาก "รุ่นพี่" เป็น "ผู้ใหญ่" ที่ทำงานในสาขาวิชา นี้แทน หรืออาจารย์ก็ได้

จะมีใครลองทำรึป่าวน้า? แบบนี้มันน่าจะน่าสนใจดีค่ะ
อีกทั้งผู้ใหญ่ก็มีความรับผิดชอบมากกว่าด้วย

คือที่นัทเห็นด้วยเนี่ย ... มันแบบว่า อยากให้เป็นสีสัน ของชีวิตมหาลัยต่อไป เพราะบางครั้ง มีกิจกรรม มันทำให้เด็กบางคนที่กลัวว่าจะไม่มีเพื่อนได้หาเพื่อนด้วยอ่ะค่ะ

เท่าที่อ่านๆ ความเห็นของคุณนัทว่ากิจกรรมนี้มันดีนี่ผมก็เห็นจริงนะ แต่เหมือนคุณจะมองข้ามไปว่าแล้วเวลาเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นมาล่ะ แก้ไขอย่างไร? หรือรุ่นพี่รับผิดชอบไหวไหม?
>>> คือ อย่ามองว่านักศึกษาส่วนใหญ่จะไม่มีความรับผิดชอบสิคะ ? บางที่ก็ดี บางที่ก็ไม่ดี แต่สถาบันนัท ซีเรียสกับเรื่องนี้มากเลยค่ะ ชีวิตของน้องทุกคน แล้วก็กิจกรรมของนศ. เนี่ยในสถาบันของนัท ทุกครั้งพี่ที่เป็นคนรับผิดชอบโครงงาน จะออกมาย้ำเสมอว่า "ขอให้รับผิดชอบ ไม่ใช่ทำเล่นๆ เพราะมันเหมือนขาของเราข้างหนึ่ง เข้าไปในคุกแล้วนะ" ค่ะ

แล้ว ... สกอ. อาจจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่นัทว่ามันไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเลยค่ะ ถึงจะบอกว่าต้องตีเหล็กตอนมันร้อน เนี่ย ... แต่นี่มัน "คน" นะคะ ไม่ใช่เหล็ก ทำแบบนี้แล้วเกิดนศ. ทุกสถาบันยกขบวนประท้วงเป็นเรืองใหญ่โต เกิด "มิถุนาทมิฬฯ" ขึ้นมาทำไงเนี่ย ?

PS สกอ. ทำแบบนี้เหมือนวัวหายล้อมคอกก็จริงครับ แต่ผมว่าก็ดีกว่าวัวหายแล้วยังนอนเป็นทองไม่รู้ร้อน
>>> จริงๆแล้วทั้งล้อมคอก แล้วทำเป็นทองไม่รู้ร้อน มันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลยค่ะ วัวหายแล้วมันก็ต้อง "ออกไปตามหา" สิคะ?? มัวมาล้อมคอกอยู่ แล้วเมื่อไหร่จะหาวัวเจอ?

#16 ของพี่ house ไม่รู้จะตอบอะไรดี? แหะๆ ขอเก็บเอามาไว้คิดแล้วกันนะคะ

พี่ว่าน้องมี Fallacy ในเรื่องการทำงานแล้วล่ะครับ ในความเป็นจริงคือน้องไม่สามารถเลือกได้จริงๆ หรอกครับว่าต้องทำงานกับใคร ถ้าน้องจบมาแล้วทำงานทีมเดียวกับพี่ซึ่งไม่ทำกิจกรรมเลย น้องจะทำอย่างไรล่ะ ลาออกเหรอครับ?
>>> อ่า ... นัทขอยกเว้น คนที่มีความเป็นปัจเจกชน หรือ คนที่ไม่เคยเข้าร่วมเลยไปแล้วนะคะ (กลับไปอ่านใหม่ๆ) ว่าถ้าไม่เข้าเลยเราก็ไม่ได้เรียนรู้กันและกันไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง

เพราะฉะนั้น ถ้านัทได้ร่วมงานกับพี่ นัทจะศึกษาพี่ไปก่อนว่าเป็นคนอย่างไร แล้วก็ถ้าพบว่าพี่นี่แย่จริงๆไม่มีความรับผิดชอบ นัทคงไม่เลือกโง่ๆที่จะลาออกหรอกค่ะ คงจะใช้วิธีการแก้ปัญหาอื่น เพราะกว่าจะได้งานมาแต่ละงานมันหายากน่ะ


อีกอย่างนะคะ นัทพูดถึงคนที่เข้าเพราะตัวเองเลือกมาเอง แล้วไม่เต็มที่กับมันน่ะ เอาเปรียบเพื่อน ถึงจะบอกว่าเข้ามาเล่นๆ เข้ามาดู หรือเพราะอยากรู้จึงเข้าแม้จะไม่ชอบก็ตาม แต่คนแบบนี้ถ้าเห็นว่าเอาเปรียบกัน นัทก็คงไม่อยากร่วมงานด้วยหรอกค่ะ นัทคิดว่าทุกคนเองก็คงไม่อยากร่วมงานกับคนที่เห็นแก่ตัวเหมือนกัน แม้จะมีความสามารถก็ตาม

นัทไม่ได้มีความคิดที่ผิดทางนะคะ เพียงแต่นัทก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกนี่คะ? ปล. แหมศัพท์เยอะจัง อิอิ วันหลังแปลให้ด้วยน้า นัทไม่เก่งอังกฤษ

เรื่องนี้พี่นับเป็น Bug ในแนวคิดการทำกิจกรรมเลยครับ อย่างที่พี่เขียนเรื่อง "ตอบรับ" ไปแล้ว เรื่องดีๆที่น้องอยากให้ มันไม่ได้เป็นเรื่องดีสำหรับคนอื่นเสมอไป

แค่ความตั้งใจดีนะครับ มันไม่พอหรอกที่จะเอามาบังคับ
>>> อืม ... คิดไม่ออกว่าจะตอบไรดี ผ่านไปก่อน อิอิ

ตีเหล็กต้องตีตอนยังร้อนครับ ไฟแรงๆ ตอนนี้ตีเปรี้ยงเดียว ประกาศออกมามีสภาพบังคับสูงมาก ถามว่าเพราะตัวประกาศอย่างเดียวรึเปล่า ไม่เลยครับ

ประกาศกิจกรรมรับน้องว่าห้ามเลิกเกินหกโมงเย็นน่ะ มีตั้งแต่ก่อนพี่เข้ามหาวิืทยาลัยเสียอีกครับ แต่มันขาดสภาพบังคับ ตอนนี้มันมีสภาพบังคับสูงกว่าเดิมเพราะอะไร? เพราะสื่อไงครับ เหล่าอาจารย์ไม่ต้องการมีปัญหากับสื่อครับ เลยต้องทำทุกทางให้ไม่ไปแตะเอาประกาศนี้
>>> ค่ะ .. แต่นี่มันคนนะคะ ไม่ใช่เหล็ก มาตีเปรี้ยงเดียวแบบนี้ แล้วเกิดมีคนกลุ่มนึงที่มีความรักในกิจกรรมนี้มากๆ เกิดออกไปทำข้างนอกสถานที่ที่สอดส่องไม่ถึงเข้าจนได้ จนเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้นมา มันจะไม่ยิ่งแย่กว่านี้เหรอคะ?

ยังไงนัทก็คิดว่ามันเป็นการแก้ปัญหาเอาง่ายอยู่ดีล่ะค่ะ
จริงๆแล้วมันน่าจะปรานีปรานอมกว่านี้ ถึงแม้จะอยู่ในสภาพบังคับก็ตาม

จนป่านนี้ก็ยังไม่เลิกเถียง พอหนังสือพิมพูดถึงเรื่องนี้มันก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สำหรับเรามันเป็นเรื่องเล็กๆถ้าเทียบกับความมั่นคงของประเทศที่ถูกใคร
ไม่รู้ปิดข่าวกันอยู่ได้ แล้วเมื่อไหร่เรื่องนี้ถึงจะมีข้อสรุป เราเถียง
กับเพื่อนมา3ปี แล้วคนอื่นจะต้องเถียงกันอีกกี่ปี สำหรับเรา
ถ้าเรื่องนี้มันแก้ยากนักก็ยกเลิกมันซะเลย แล้วเริ่มต้นระบบ
ใหม่ไม่ดีกว่าหรอ ก็เหมือนที่พูดไว้ การแก้bugบางทีมันก็
ยากกว่าการเขียนโปรแกรมใหม่เลย
>>> เห็นด้วยเลยค่ะ ... แล้วไอ้การแก้ปัญหาการคอรัปชั่นเนี่ย มันก็น่าจะล้มล้างรัฐบาลเลย ดีกว่ามานั่งแก้ นั่งตั้งฝ่ายสืบสวนขึ้นมา เปลืองงบปล่าวๆ

รับน้องไม่ได้บังคับให้ใครเข้าร่วมนี่? ใครไม่อยากเข้าก็อย่ามาสิ...ถ้ากลัวโดนไซโคแล้วต้องมาก็แสดงว่าคนๆนั้นไม่มีจุดยืนเอง?...เรื่องทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนๆนั้นเองไม่ใช่เหรอ?

ถ้าเรื่องแค่นี้ตัดสินใจเองไม่ได้ก็อย่ามาเรียนมหาลัยเลยเหอะ...อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็อย่ามา...เป็นอันจบ!
>>> ตอบรีไพลของ จาน ... เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ
เห็นด้วยเลยค่ะ แล้วที่เราไม่เห็นด้วยเลยคือการออกคำสั่งออกมา ไม่ใช่กฏ (เพราะมีสภาพบังคับ) เนี่ย ... ไม่ยอมเจาะจงกิจกรรมให้มันแน่นอนหรือไง ว่าลักษณะไหนควรระงับ? เล่นเหมารวมหมด ก็แย่สิ เหอๆ

แฮ่ๆ เหนื่อยๆ ตอนหลังๆชักจะไม่ได้เขียนชื่อว่าตอบใครก็ขอโทษด้วยค่ะ อิอิ

ปล. พี่ลิ่วอายุเท่าไหร่แล้วคะ? ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้ค่ะ อยากให้เรียกน้องมากกว่า เพราะนัทคิดว่านัทเด็กกว่าพี่แน่นอนค่ะ อิอิ ตอนนี้อายุ 19 เรียนปี 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ค่ะ

เพิ่มเติมค่ะ - ถ้ารุ่นพี่เซ็นเอกสารยอมรับความรับผิดชอบทุกอย่างขณะเกิดกิจกรรม อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทำได้อย่างนั้นแล้วถึงน่ามาคุยกัน
>>> จริงๆ ก็น่าจะมีนะคะ เพราะนัทคิดว่าการที่ยอมลาออกจากมหาวิทยาลัยเนี่ย .. มันเรื่องใหญ่มากมาย ยิ่งกว่าผู้ใหญ่ลาออกจากงานอีกค่ะ(ก็แค่เสียรายได้ เสียเวลาต้องหางานใหม่) แต่ถ้านศ. กล้าที่จะเริ่มรับผิดชอบและมีความคิดจริงจังในการคิดทำกิจกรรมอะไรมากขึ้นอย่างที่พี่ว่า นัทคิดว่ามันเยี่ยมเลยค่ะ ที่ยอมจะรับผิดชอบ ยอมแลกอนาคตของตัวเอง กับกิจกรรมที่กำลังทำ เพื่อที่จะได้คิดมากๆ ก่อนที่จะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม

แต่บางทีนัทคิดว่า ควรจะลดลงมาหน่อยก็ได้นะ มันหนักไป อ่ะค่ะ แล้วถ้าบางอย่างมันเกิดโดยที่มันเป็นอุบัติเหตุไม่คาดฝันจริงๆ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเลย แล้วเกิดโดนสื่อเล่นงาน จนนศ.คนนึงที่มีความกล้าคิดกล้ารับผิดชอบ นศ.ดีๆ ที่จะมาสร้างสรรค์กิจกรรม ต้องเสียอนาคต เสียเวลาช้าไปเป็นปี กว่าที่จะได้มีเสียงมีกำลังในการที่จะได้ทำอะไร เพื่อคนอื่นอีก

น่าสงสารค่ะ แบบนี้คงหาได้ยากที่จะมีใครมาริเริ่มกิจกรรมดีๆ

คำพูดสุดท้าย
--------------กิจกรรมจากนักศึกษาเพื่อนักศึกษา-------------
ค่ะ

#27 By Na - th (นัท) on 2005-06-18 01:35

ตอบด้วยความเร็วสูง:

พี่เพิ่งจบปีนี้ครับ ภาคคอมเหมือนกัน

Fallacy นี่รู้ไว้ีดีแล้วครับ ถ้าได้อ่านหนังสือ Computer Architecture ของ David A. Patterson ซึ่งถือเป็นปรมาจารย์ด้านนี้ จะเจอคำนี้บ่อยมาก (มากๆๆๆๆ)

มีประเด็นที่น่าคุยกันต่อ เรื่องที่ว่า ถ้า สกอ. ไม่ประกาศตอนนี้ แล้วควรจะประกาศตอนไหน?

เพราะประกาศล่วงหน้าอย่างสมัยพี่เอง สภาพบังคับนี่เข้าใกล้ 0 สนิทเลยครับ

พี่มองว่านี่คือสงครามสื่อครับ ทบวงมหาวิทยาลัยเคยพยายามล้มระบบนี้ไปก่อนแล้ว ด้วยประกาศ ล้มเหลวสนิท เพราะเอาเข้าจริงแล้ว การลงโทษไม่หนักหนา การเอาผิดยากลำบาก หาหลักฐานยากมาก

สกอ. กลับมาอีกครั้งด้วยอาวุธใหม่ ....สื่อ....

ถือเป็นยาแรงครับ จะเรียกว่า ประกาศทบวงเป็นยากิน ประกาศขอความร่วมมือของสกอ. คงเป็นยาฉีด

แค่ออกประกาศขอความร่วมมือ แต่เอาให้ดัง เอาให้สื่อทั่วประเทศรู้ว่า สกอ. "ขอความร่วมมือ" ไปแล้ว แล้วให้มหาวิทยาลัยไปจัดการกันเอง

ผมเองมองเห็นมานานแล้วว่า รับน้องนี่รุ่นพี่มีความเสี่ยงสูงมาก ด้วยว่าระบบมันอยู่บนฐานที่ว่า ไม่มีใครพูด ก็ไม่มีใครโดน

อย่างภาพกิจกรรมทะลึ่งๆ อย่างของ ม. รังสิตที่เป็นข่าว ผมก็บอกได้เลยว่ามีทุก ม.

การตั้งบนฐานของการไม่พูด ถือเป็นการเดินเกมที่ไม่ดีเลยในยุคนี้ครับ เราหยุดสื่อไม่ได้ แทนที่เราจะผูกมิตรกับสื่อ เรากลับกันสื่อออกไป

พอสื่อตีเรื่องนี้ออกมาที มันเลยแรง....

อาจารย์ปัญญาที่เกษตร ทำเว็บ http://www.kucity.com/ พยายามเอาภาพการรับน้องออกเผยแพร่มาระยะหนึ่งแล้ว แต่น่าเสียดายว่าเว็บนี้ก็ยังเป็นสื่อที่ไม่มีอำนาจมากพอ

ผมเชื่อว่าอาจารย์ท่านรู้ดีว่าการรักษาส่วนดีของระบบรับน้องไว้ ต้องทำให้ระบบนี้อยู่ในด้านสว่างของสังคม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้อีกต่อไป เพื่อไม่ให้สื่อมาเล่นได้ในภายหลัง เรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว สื่อไม่เล่นหรอกครับ

ยกตัวอย่าง ก่อนมีการประกาศของสกอ. ไม่กี่วัน พอนักข่าววิ่งไปเก็บภาพการประชุมเชียร์ แทนที่จะพยายามเปิดเผยเรื่องราว หลายที่กลับหลบหน้า พาน้องเข้าห้องประชุมกัน

หวังว่าหลังจากปีนี้ไป นักกิจกรรมจะเรียนรู้ระเบียบสังคมในปัจจุบันได้ดีขึ้น จัดการกับสถานะการได้ดีขึ้น และแน่นอนว่าต้องยอมรับกับการตรวจสอบที่มากขึ้น


ผมยังชอบคำนี้อยู่จนวันนี้
The information is POWER!!!

#28 By ลิ่ว on 2005-06-18 02:19

คุณนัท ตามปกติแล้วเวลา quote คำพูดคนอื่นมา เค้าจะใช้ > นำหน้าคำที่ยกมามากกว่าครับ อันของตัวเองไม่ต้องมีอะไรนำ

ผมไม่เห็นด้วยตรงนี้
"รับน้องไม่ได้บังคับให้ใครเข้าร่วมนี่? ใครไม่อยากเข้าก็อย่ามาสิ...ถ้ากลัวโดนไซโคแล้วต้องมาก็แสดงว่าคนๆนั้นไม่มี จุดยืนเอง?...เรื่องทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนๆนั้นเองไม่ใช่เห รอ?"

ไม่ถูกครับ มันไม่ได้มีสภาพบังคับอย่างเป็นทางการก็จริง แต่มันเป็นการบังคับทางสังคม (ด้วยการไซโค) โดยบีบให้สังคมเป็นผู้ลงโทษคนที่ทำผิด (ในกรณีนี้คือคนที่ไม่เห็นด้วย) อยู่ไม่ได้ กรณีจะคล้ายๆ กับผู้หญิงที่แฟนเยอะๆ ถึงไม่ผิดกฎหมาย แต่คนรอบข้างจะบีบด้วยการติดฉินนินทา จนสุดท้ายเจ้าตัวก็อยู่ไม่ได้ล่ะครับ

ซึ่งมันไม่ถูกไง เค้ามีแฟนเยอะหรือเค้าไม่ชอบรับน้อง ก็อย่าไปยุ่งกับเค้าสิ

#29 By markpeak on 2005-06-18 07:29

ประเด็นที่พี่ว่ามาก็น่าสนใจค่ะ

แล้วก็เรื่องสื่อเนี่ย นัทคิดว่า ถ้ายอมให้สื่อไปถ่ายเวลาตอนทำกิจกรรมจริงๆ ณ ขณะจริงๆ เอาแบบเผยแพร่ไปเลย เอาทุกมหาวิทยาลัยด้วยนะคะ จะได้เท่าเทียม แล้วเอามาเทียบกันไปเลย ว่าแบบไหนดี ควรให้มีต่อ แบบไหนแย่ ควรยกเลิก

มาให้เห็นจะจะเลยว่ามันเป็นยังไง แบบนี้แล้วลองให้โหวตดู

นัทคิดว่าจะยอมรับได้ค่ะ เพราะทุกวันนี้มันมีหลายแบบ
ไอ้ประเภท ไม่รู้ ก็หาว่าไม่ดียังงั้นยังงี้ แบบตามหลักกาลามสูตรค่ะ เชื่อเพราะฟังต่อๆกันมาก็ว่าไม่ดี มันเลยกลายเป็นการรับน้องทั้งหมด ไม่ดี

ลองให้ทุกคนรู้เหมือนๆกันผ่านสื่อ แล้วลองมาถกกัน ลองมาหาแนวทางที่มันจะยอมรับได้ทั้งหมด น่าจะดีกว่านะคะ

นัทอยากให้ทำนะคะ เพราะสำหรับมหาวิทยาลัยนัท นัทคิดว่าทุกคนพร้อมที่จะให้สื่อมาถ่าย แต่ไม่ยักกะมีนักข่าวที่ไหนลงทุนขนาดนั้น

สุดท้ายแล้วมันจะเป็นแค่การขายข่าวเพื่อความอยู่รอดรึป่าว?

เอามาทำเพราะมันฮิตดี ดังดี

หึหึ ในที่สุดผู้ใหญ่ที่เห็นแต่ผลประโยชน์ก็คงไม่มีใครทำขนาดนั้นแน่ๆ รับประกันได้เลย

เรื่องนี้ เดี๋ยวพอมันซา ก็เอาอีก ถ้ามันยังไม่ถกกันแบบเคลียร์ไปเลย

#30 By Na - th (นัท) on 2005-06-18 15:18

คุณนัท ตามปกติแล้วเวลา quote คำพูดคนอื่นมา เค้าจะใช้ > นำหน้าคำที่ยกมามากกว่าครับ อันของตัวเองไม่ต้องมีอะไรนำ

แล้วทำไมต้องตามคนอื่นด้วยคะ
นัทก็มีรูปแบบในการใช้ของตัวเองมั่งสิ
คือ นัทคิดว่า >>> มันชี้คำตอบที่นัทจะตอบไงคะ?

#31 By Na - th (นัท) on 2005-06-18 15:20

#31 คนอ่านงงครับ ผมอ่านของน้องแล้วงงมาก ว่าตรงไหนเป็นคำตอบ ตรงไหนเป็น qoute มันผิดมาตรฐานสากลน่ะ

#32 By house on 2005-06-18 16:02

nath: ไม่ต้องตามแบบคนอื่นก็ได้ แต่ทำ Syntax ให้มันอ่านง่ายๆ หน่อยก็ดีครับ อย่างของพี่ก็คงเป็นว่าไม่เหมือนคนอื่นที่ใช้ "-" แทน

#33 By ลิ่ว on 2005-06-18 19:48

โอเคงับ

#34 By Na - th (นัท) on 2005-06-18 22:10

ขอออกตัวก่อนนะ ว่าผมเข้าประชุมเชียร์(ว๊าก)ครบทุกครั้ง
แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ไม่เห็นด้วยกับระบบนี้(ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ) เพราะผมเห็นว่าข้อเสียของมันอยู่ตรงที่ 'การบังคับให้น้องเข้าร่วม'

จาก comment ของคุณ J@an
รับน้องไม่ได้บังคับให้ใครเข้าร่วมนี่?
ใครไม่อยากเข้าก็อย่ามาสิ ถ้ากลัวโดนไซโคแล้วต้องมาก็แสดงว่าคนๆนั้นไม่มีจุดยืนเอง?
เรื่องทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนๆนั้นเองไม่ใช่เหรอ?

- มันจะไม่เป็นอย่างนั้นสิครับ รุ่นพี่จะพยายามสร้างภาพว่าน้องที่ดีควรเข้าการว๊าก ซึ่งน้องๆมักตีความหมายไปว่า "น้องที่ไม่เข้านั้นรุ่นพี่จะว่าไม่ดี"
- กรณีที่ให้น้องทุกคนเข้าประชุมเชียร์ แล้วบอกว่าน้องคนไหนที่รับไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้าก็ได้ ประเด็นนี้มีผลทางจิตอยู่มาก
ลองคิดถึงสภาพในห้องเรียนนะครับ
อาจารย์ถามนิสิตว่ามีใครบ้างที่ไม่เข้าใจการสอน.. ไม่มีคนยกมือ
อาจารย์ถามนิสิตอีกครั้งว่า มีใครบ้างที่เข้าใจการสอน.. ก็ไม่มีใครยกมือ

ทำไม่รุ่นพี่ไม่ถามหละว่าน้องคนไหนอยากถูกว๊าก ให้ช่วยลงชื่อหน้าห้องหลังประชุมเสร็จ?
นั่นเพราะรุ่นพี่รู้จิตวิทยาตรงนี้ แหละพยายามให้รุ่นน้องเข้าร่วมใช่ไหม
ผมว่าตรงนี้เป้นการบังคับนะครับ

ปล. เรื่องจุดยืน ทุกคนมีนะครับ ไม่งั้นเค้าไม่กล้าลาออกหรอก ถ้าไม่มีจุดยืนจริงๆคงเข้าว๊ากตามเพื่อนๆและมีความสุขแบบไม่ต้องคิดอะไรไปแล้ว

#35 By ABZee on 2005-06-19 00:21

- -" ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะยาวขนาดนี้อ่ะค่ะ คือ.. แบบว่า จะบอกว่าเข้าใจทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วยเรื่องการรับน้องอ่ะค่ะ

จะว่าไปก็คล้ายๆพรรคการเมืองพรรคนึง
คนรักก็รัก เห็นข้อดี
คนเกลียดก็เกลียด เห็นข้อเสีย
เถียงกันไม่มีวันจบวันสิ้น เพราะว่า มองเหรียญเดียวกันแต่คนละด้าน
-จะบอกว่าใครผิดใครถูกก็คงไม่ได้.. เพราะมองคนละอย่าง
-ถ้าถามว่าแล้วจะเลือกพรรคนี้ไหม.. อันนี้ก็แล้วแต่คน ใครชอบก็เลือก ใครไม่ชอบก็อย่าเลือก
-ถ้าถามว่าแล้วพรรคนี้ดีหรือเลว.. โมจิว่า ไม่มีใครดีสมบูรณ์แบบและไม่มีใครไม่ดีทุกครั้งทุกเวลา คนดีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยทำเลว ส่วนคนเลวก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยทำดี ขึ้นกับว่าทำมากทำน้อย
ดังนั้น.. เถียงกันต่อไป เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ก็โมจิว่า มีอะไรอยากจะพูดก็พูด มันก็มองกันคนละด้านน่ะ

ไม่ชอบการรับน้อง แต่ก็ไม่อยากให้เลิก อยากให้ทำให้มันดีมากกว่า จะได้เป็นประโยชน์กับนักศึกษาอย่างแท้จริง

#36 By โมจิ on 2005-06-21 16:47

อย่าใช้คำว่านักกิจกรรม หากคุณยังไม่รู้นิยามที่แท้จริงของมัน

#37 By oyddb0dii, (158.108.251.58 /158.108.34.54) on 2005-07-11 00:22

เดี๋ยวนี้ "รับน้อง" กลายเปินกิจกรรมสนองอีโก้รุ่นพี่ แทนที่จะทำเพื่อน้อง

#38 By ข่าวประชาสัมพันธ์ (61.91.144.239) on 2005-09-03 18:02

เห็นด้วยครับว่าการรรับน้องช่วงหลัง ๆ นี่มันกลายเป็นการแกล้งน้องสืบทอดต่อ ๆ กันไปซะแล้ว และจากประสบการณ์ที่ทำงานมาก็ไม่เห็นมีส่วนไหนที่เรื่องรับน้องจะมาเกี่ยวกับเรื่องงานเลย

ส่วนใหญ่คนที่ออกมาโวยเรื่องงดรับน้องก็จะมีอยู่ไม่กี่คนที่อยากรับน้อง แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากรับน้องมากมายหรอกครับ คนที่โดนแกล้งมาเยอะ ๆ หลาย ๆ คนออกจะแอนตี้ด้วยซ้ำ (ยกเว้นแต่จะได้แกล้งต่อน่ะ)

#39 By Thailand (203.121.172.107) on 2005-10-05 16:56

นั่นสิครับ

#40 By ข่าวประชาสัมพันธ์ (61.91.142.184) on 2005-10-17 06:52