รอคอย.....
posted on 01 Jul 2005 01:11 by lewcpe in Personal
ริมถนน ใจกลางกรุง สามทุ่มตรง......
ผมยื่นอยู่ตรงนั้นคนเดียว ทั้งที่ตามแผนการแล้วมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ทำไมน่ะเหรอ เพราะผมเพิ่งมาถึงเมื่อชั่วโมงที่แล้ว.... ชั่วโมงที่แล้ว...
เมื่อเช้านี้
ผมตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์แจ่มใส ออกจะตื่นเต้นเล็กๆ กับวันพิเศษอย่างนี้ ก่อนออกจากบ้านผมนั่งนึงอยู่หลายรอบ กูลืมอะไรอีกป่าวว่ะ ผมคิดในใจ ของที่เตรียมไปวันนี้อยู่ในกระเป๋า ทุกอย่างพลาดไม่ได้ ผมรอวันนี้มานาน กระดาษสีน้ำตาลเรียบๆ ในหนึ่งในกระเป๋า เสื้อทำงานชุดใหม่ที่ซื้อมาเมื่อเดืิอนที่แล้ว ผมไม่ยอมใส่มันจนวันนี้
แปดโมง
ผมเข้าทำงานเช้ากว่าปรกติ จนพี่ๆ หลายคนทัก ยังดีไม่มีใครสังเกตว่าผมบนหัวมันเรียบกว่าที่เคย หรือรองเท้าที่ไม่เคยขัดมานานวันนี้มันมันวับทีเดียว
ผมเร่งทำงานอย่างบ้าเลือดผิดปรกติ ไม่มีใครสังเกตหรอกครับ มีผมคนเดียวเท่านั้นแหละที่รู้ว่าวันนี้ต้องไม่มีอะไรพลาด
สามโมง ใกล้ถึงเวลาเข้าไปทุกที ผมเริ่มกระสับกระส่าย งานเคลียร์ไปเกือบหมดแล้ว ผมนั่งรอเวลา เช็คทุกอย่างว่าอยู่ในที่ที่มันควรอยู่เป็นครั้งที่ร้อยของวันนี้แล้ว
พี่ประสิทธิ์เดินเข้ามา
"เอก วันนี้มีประชุมด่วนตอนสี่โมงนะ" พี่ประสิทธิ์พูดเรีบยๆ
"อะไรนะพี่่" ผมกำลังช๊อก
"ลูกค้าโทรมาว่าต้องการแก้สเปคงานที่จะเริ่มอาทิตย์หน้า พี่เลยนัดไปแล้วว่าสี่โมงเย็นวันนี้ ติดอะไรหรือ"
"เอ่อ เปล่าครับ" ปากผมปล่อยคำพูดตรงข้ามกับข้อความในใจ
สี่โมงแล้ว ลูกค้าตัวดียังไม่มา
การประชุมเริ่มตอนสี่โมงครึ่ง ความจริงแล้วการแก้งานอย่างนี้็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก แต่งานนี้เป็นงานแรกที่ผมได้เลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ดูแลเต็มตัว การที่ผมต้องอยู่ด้วยเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เอาเสียเลย
หกโมง โทรศัพท์ผมสั่นขึ้นมา
ผมมองหมายเลขบนเครื่อง หลายปีมานี้ มีเพียงหมายเลขเดียวที่ผมจำได้โดยไม่ต้องเมมไว้ในเครื่องแต่อย่างใด
เบอร์เดียวจริงๆ
ความอึดอัดเข้ามาในอกผม มือถือโทรศัพท์ ลูกค้าคนสำคัญกำลังอธิบายสเปคใหม่อยู่หน้าห้อง หน้าผมมองไปที่เขา แต่ใจผมอยู่ที่โทรศัพท์
เอาไงดีว่ะ ผมถามตัวเองในใจ
แล้วโทรศัพท์ก็หยุดสั่น
ผมตัดสินใจพยายามส่ง SMS ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้เท่าใหร่ ไปถึงช้าหน่อย หกโมงครึ่งเจอกัน ผมส่งไปอย่างนั้น แล้วภาวนาให้คนหน้า้ห้องหยุดพูดเร็วๆ
หกโมงครึ่ง สเปคงานที่ลูกค้าพูดมามีทำให้บริษัทเสียเปรียบเอาทีเดียว ผมกับลูกน้องพยายามอธิบายว่าถ้าแก้ขนาดนี้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย แต่ลูกค้าก็ไม่ยอมเอาท่าเดียว
หนึ่งทุ่ม โทรศัพท์ดังอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่ผมรับไม่ได้ เหงื่อเป็นโตๆ ปุดออกมาจากหน้าของผม ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า หันไปบอกลูกค้าด้วยความโมโหเล็กๆ
"ถ้าพี่จะเอาอย่างนั้นผมตัดสินใจไม่ได้ ผมว่าพี่ไปคุยกับพี่เอกดีกว่าครับ ถ้าพี่เอกโอเค ผมยังไงก็ได้" ผมรู้ดีว่าคำพูดอย่างนี้จะทำให้ผมลำบากในอนาคต แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว
ผมวิ่งมาออกมาจากออฟฟิศฝนพรำลงมา รถติดวินาศรอผมอยู่แล้วหน้าบริษัท
เอาไงดี ผมถามตัวเอง จุดที่ผมต้องไปห่างจากที่นี่ไปห้ากิโล แต่สถาพรถตอนนี้ผมคงไปถึงที่นั่นในอีกสองชั่วโมง
แล้วขาผมก็ออกวิ่ง
สองทุ่ม ผมมาถึงแล้ว ในสภาพที่เปียกปอน ทั้งที่วางแผนจะขับรถมา ฟุตบาทหน้าตึกสำนักงานขนาดใหญ่นั้นคือจุดที่ผมต้องมาถึงในสองชั่วโมงก่อนหน้านี้
ไม่มีใครอยู่ที่นั่น
เสียงโทรศัพท์ัขึ้นมา เบอร์เดียวกันกับสองครั้งก่อนหน้านี้ ผมรับขึ้นมาด้วยความเร่งรีบ
"ดาเหรอ พี่มาถึงแล้่วนะ ขอโทษนะดา วันนี้พี่มีประชุมด่วน...." คำแก้ตัวพรั่งพรูจากปากผมโดยไม่รออีกฝ่ายพูด
"เราเลิกกันเถอะ" ดาพูดออกมาแค่นั้น
แล้วสายก็ตัดไป
ผมทรุดตัวลงที่ม้านั่งริมฟุตบาทนั้น มือกดโทรไปหาเธอทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์ ผมรู้ดีกว่าดาไม่ใช่ผู้หญิงที่จะพูดอย่างนี้ออกมาได้ง่ายๆ
เพราะผมผิดนัดเธอหลายครั้งแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความซวยหรือความไม่ได้เรื่องของผมเอง ที่ทำให้ผมทำให้เธอต้องรอผมเป็นชั่วโมงๆ อยู่หลายครั้งในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เธอรอผมอย่างอดทน โดยไม่มีคำบ่นว่าใดๆ จากปากเธอ
ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผมได้แต่รอ รออะไรบางอย่าง
สามทุ่ม
ฝนปรอยๆ เริ่มเทลงมาหนักขึ้น แต่ผมไม่มีความคิดละลุกหนีมันไปไหน นี่อาจจะน้อยไปสำหรับความไม่ได้เรื่องของผมเอง
สี่ทุ่ม
ผมหยิบของในถุงออกมา มันคือนาฬิกาเล็กๆ เรือนหนึ่งซึ่งราคาช่างสวนทางกับขนาดของมันเสียจริงๆ ผมจ้องมองมัน
วันนี้คือวันเกิดของดา และนาฬิกานี้คือของขวัญที่ผมตั้งใจจะให้เธอ
คุณว่าตลกไหมที่คนชอบนาฬิกาอย่างเธอกลับมาคบกับคนที่รักษาเวลาไม่ได้อย่างผม บางทีเธอกับผมคงไม่คู่ควรกันตั้งแต่แรกแล้ว วันนี้คงเป็นวันลาจากของเธอกับผมจริงๆ
มือผมลูบนาฬิกาเรือนนั้นไปมา ผมจ้องมองมันครั้งแรกตั้งแต่หลายเดือนก่อนในร้านแห่งหนึ่ง แล้วตัดสินใจว่ามันไม่ควรไปอยู่บนข้อมือของใครนอกจากดา
ผมกลับไปที่ร้านแห่งนั้นหลายครั้ง พร้อมกับเงินที่พอกในบัญชีรอวันใช้งาน
ผมจ้องมองหน้าปัทม์นาฬิกานั้น มันเดินไปอย่างช้าๆ ราวกับอยากทำโทษผมที่ใช้เวลาไม่เป็น
ห้าทุ่มสามสิบเ้ก้านาที ยี่สิบวินาที นาฬิกาเรืิอนนั้นมันบอกผม
"เช็ดหน้าก่อนสิ" เสียงที่คุ้นเคยนั้นมาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ
ผมยื่นอยู่ตรงนั้นคนเดียว ทั้งที่ตามแผนการแล้วมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ทำไมน่ะเหรอ เพราะผมเพิ่งมาถึงเมื่อชั่วโมงที่แล้ว.... ชั่วโมงที่แล้ว...
เมื่อเช้านี้
ผมตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์แจ่มใส ออกจะตื่นเต้นเล็กๆ กับวันพิเศษอย่างนี้ ก่อนออกจากบ้านผมนั่งนึงอยู่หลายรอบ กูลืมอะไรอีกป่าวว่ะ ผมคิดในใจ ของที่เตรียมไปวันนี้อยู่ในกระเป๋า ทุกอย่างพลาดไม่ได้ ผมรอวันนี้มานาน กระดาษสีน้ำตาลเรียบๆ ในหนึ่งในกระเป๋า เสื้อทำงานชุดใหม่ที่ซื้อมาเมื่อเดืิอนที่แล้ว ผมไม่ยอมใส่มันจนวันนี้
แปดโมง
ผมเข้าทำงานเช้ากว่าปรกติ จนพี่ๆ หลายคนทัก ยังดีไม่มีใครสังเกตว่าผมบนหัวมันเรียบกว่าที่เคย หรือรองเท้าที่ไม่เคยขัดมานานวันนี้มันมันวับทีเดียว
ผมเร่งทำงานอย่างบ้าเลือดผิดปรกติ ไม่มีใครสังเกตหรอกครับ มีผมคนเดียวเท่านั้นแหละที่รู้ว่าวันนี้ต้องไม่มีอะไรพลาด
สามโมง ใกล้ถึงเวลาเข้าไปทุกที ผมเริ่มกระสับกระส่าย งานเคลียร์ไปเกือบหมดแล้ว ผมนั่งรอเวลา เช็คทุกอย่างว่าอยู่ในที่ที่มันควรอยู่เป็นครั้งที่ร้อยของวันนี้แล้ว
พี่ประสิทธิ์เดินเข้ามา
"เอก วันนี้มีประชุมด่วนตอนสี่โมงนะ" พี่ประสิทธิ์พูดเรีบยๆ
"อะไรนะพี่่" ผมกำลังช๊อก
"ลูกค้าโทรมาว่าต้องการแก้สเปคงานที่จะเริ่มอาทิตย์หน้า พี่เลยนัดไปแล้วว่าสี่โมงเย็นวันนี้ ติดอะไรหรือ"
"เอ่อ เปล่าครับ" ปากผมปล่อยคำพูดตรงข้ามกับข้อความในใจ
สี่โมงแล้ว ลูกค้าตัวดียังไม่มา
การประชุมเริ่มตอนสี่โมงครึ่ง ความจริงแล้วการแก้งานอย่างนี้็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก แต่งานนี้เป็นงานแรกที่ผมได้เลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ดูแลเต็มตัว การที่ผมต้องอยู่ด้วยเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เอาเสียเลย
หกโมง โทรศัพท์ผมสั่นขึ้นมา
ผมมองหมายเลขบนเครื่อง หลายปีมานี้ มีเพียงหมายเลขเดียวที่ผมจำได้โดยไม่ต้องเมมไว้ในเครื่องแต่อย่างใด
เบอร์เดียวจริงๆ
ความอึดอัดเข้ามาในอกผม มือถือโทรศัพท์ ลูกค้าคนสำคัญกำลังอธิบายสเปคใหม่อยู่หน้าห้อง หน้าผมมองไปที่เขา แต่ใจผมอยู่ที่โทรศัพท์
เอาไงดีว่ะ ผมถามตัวเองในใจ
แล้วโทรศัพท์ก็หยุดสั่น
ผมตัดสินใจพยายามส่ง SMS ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้เท่าใหร่ ไปถึงช้าหน่อย หกโมงครึ่งเจอกัน ผมส่งไปอย่างนั้น แล้วภาวนาให้คนหน้า้ห้องหยุดพูดเร็วๆ
หกโมงครึ่ง สเปคงานที่ลูกค้าพูดมามีทำให้บริษัทเสียเปรียบเอาทีเดียว ผมกับลูกน้องพยายามอธิบายว่าถ้าแก้ขนาดนี้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย แต่ลูกค้าก็ไม่ยอมเอาท่าเดียว
หนึ่งทุ่ม โทรศัพท์ดังอีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่ผมรับไม่ได้ เหงื่อเป็นโตๆ ปุดออกมาจากหน้าของผม ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า หันไปบอกลูกค้าด้วยความโมโหเล็กๆ
"ถ้าพี่จะเอาอย่างนั้นผมตัดสินใจไม่ได้ ผมว่าพี่ไปคุยกับพี่เอกดีกว่าครับ ถ้าพี่เอกโอเค ผมยังไงก็ได้" ผมรู้ดีว่าคำพูดอย่างนี้จะทำให้ผมลำบากในอนาคต แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว
ผมวิ่งมาออกมาจากออฟฟิศฝนพรำลงมา รถติดวินาศรอผมอยู่แล้วหน้าบริษัท
เอาไงดี ผมถามตัวเอง จุดที่ผมต้องไปห่างจากที่นี่ไปห้ากิโล แต่สถาพรถตอนนี้ผมคงไปถึงที่นั่นในอีกสองชั่วโมง
แล้วขาผมก็ออกวิ่ง
สองทุ่ม ผมมาถึงแล้ว ในสภาพที่เปียกปอน ทั้งที่วางแผนจะขับรถมา ฟุตบาทหน้าตึกสำนักงานขนาดใหญ่นั้นคือจุดที่ผมต้องมาถึงในสองชั่วโมงก่อนหน้านี้
ไม่มีใครอยู่ที่นั่น
เสียงโทรศัพท์ัขึ้นมา เบอร์เดียวกันกับสองครั้งก่อนหน้านี้ ผมรับขึ้นมาด้วยความเร่งรีบ
"ดาเหรอ พี่มาถึงแล้่วนะ ขอโทษนะดา วันนี้พี่มีประชุมด่วน...." คำแก้ตัวพรั่งพรูจากปากผมโดยไม่รออีกฝ่ายพูด
"เราเลิกกันเถอะ" ดาพูดออกมาแค่นั้น
แล้วสายก็ตัดไป
ผมทรุดตัวลงที่ม้านั่งริมฟุตบาทนั้น มือกดโทรไปหาเธอทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์ ผมรู้ดีกว่าดาไม่ใช่ผู้หญิงที่จะพูดอย่างนี้ออกมาได้ง่ายๆ
เพราะผมผิดนัดเธอหลายครั้งแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความซวยหรือความไม่ได้เรื่องของผมเอง ที่ทำให้ผมทำให้เธอต้องรอผมเป็นชั่วโมงๆ อยู่หลายครั้งในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เธอรอผมอย่างอดทน โดยไม่มีคำบ่นว่าใดๆ จากปากเธอ
ผมนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผมได้แต่รอ รออะไรบางอย่าง
สามทุ่ม
ฝนปรอยๆ เริ่มเทลงมาหนักขึ้น แต่ผมไม่มีความคิดละลุกหนีมันไปไหน นี่อาจจะน้อยไปสำหรับความไม่ได้เรื่องของผมเอง
สี่ทุ่ม
ผมหยิบของในถุงออกมา มันคือนาฬิกาเล็กๆ เรือนหนึ่งซึ่งราคาช่างสวนทางกับขนาดของมันเสียจริงๆ ผมจ้องมองมัน
วันนี้คือวันเกิดของดา และนาฬิกานี้คือของขวัญที่ผมตั้งใจจะให้เธอ
คุณว่าตลกไหมที่คนชอบนาฬิกาอย่างเธอกลับมาคบกับคนที่รักษาเวลาไม่ได้อย่างผม บางทีเธอกับผมคงไม่คู่ควรกันตั้งแต่แรกแล้ว วันนี้คงเป็นวันลาจากของเธอกับผมจริงๆ
มือผมลูบนาฬิกาเรือนนั้นไปมา ผมจ้องมองมันครั้งแรกตั้งแต่หลายเดือนก่อนในร้านแห่งหนึ่ง แล้วตัดสินใจว่ามันไม่ควรไปอยู่บนข้อมือของใครนอกจากดา
ผมกลับไปที่ร้านแห่งนั้นหลายครั้ง พร้อมกับเงินที่พอกในบัญชีรอวันใช้งาน
ผมจ้องมองหน้าปัทม์นาฬิกานั้น มันเดินไปอย่างช้าๆ ราวกับอยากทำโทษผมที่ใช้เวลาไม่เป็น
ห้าทุ่มสามสิบเ้ก้านาที ยี่สิบวินาที นาฬิกาเรืิอนนั้นมันบอกผม
"เช็ดหน้าก่อนสิ" เสียงที่คุ้นเคยนั้นมาพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ

สองเรื่องแรกอ่านได้ที่
http://lewcpe.exteen.com/20040823/entry
http://lewcpe.exteen.com/20040627/entry-1
#1 By ลิ่ว on 2005-07-01 01:12